วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เทคนิคการเพิ่มปริมาณน้ำมันหอมระเหยในพืชสมุนไพร

บทความที่นำมาเสนอนี้เป็นงานวิจัยของ

จีรเดช มโนสร้อย สุชาติ บุญพิสุทธินันท์ และ อรัญญา มโนสร้อย

ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


 
ซึ่งอาจจะมีประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกไม้กฤษณา ในการเพิ่มปริมาณน้ำมันหอมในต้นกฤษณาในแปลงปลูก ผมจึงได้ยกเอางานวิจัยชิ้นนี้มาให้ได้อ่านเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กันครับ
 
http://www.ist.cmu.ac.th/researchunit/pcrnc/paper/seminar/310-318.pdf

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปัญหาหนอนผีเสื้อกินใบกฤษณา

ปัญหาหนอนผีเสื้อกินใบกฤษณา

ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ เกษตรกรผู้ปลูกไม้กฤษณาหลายท่านได้ประสบปัญหาหนักใจจากการที่หนอนใยผีเสื้อกลางคืนเข้ากัดกิน ทำลายต้นกฤษณาจนเกลี้ยงต้นเพียงชั่วเวลาข้ามคืน แถมยังระบาดหนักลุกลามไปทั่วประเทศ


ต้นกฤษณาที่ถูกหนอนกินใบส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัวได้ โดยจะเริ่มแตกใบใหม่อีก 2-3 เดือนต่อมา แต่ในกรณีที่หนอนระบาดหนักนั้น พวกมันจะเข้ากัดกินใบอ่อนที่ผลิใหม่จนเกลี้ยงต้น ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถจะทนได้และยืนตายในที่สุด



ระยะการเข้าทำลายของหนอนชนิดนี้จะระบาดที่สุดในช่วงต้นฤดูหนาว แต่ในที่ผ่านมาจนถึงปีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันระบาดหนักทั้งปี และระยะที่รุนแรงที่สุดคือ การระบาดในช่วงฤดูฝน เพราะหากต้นไม้ถูกหนอนกินใบจนหมดต้น รากของต้นกฤษณาจะแช่อยู่ในน้ำและทำให้รากเน่ายืนตาย เพราะไม่มีใบไว้ช่วยคายน้ำ ทำให้รากขาดอากาศตายในที่สุด

การที่ต้นไม้ยืนตายจากสาเหตุของหนอนกินใบหมดต้นนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในต้นไม้ที่เจาะกระตุ้นแล้ว และยังไม่ได้ทำการเจาะกระตุ้น ดังนั้น อย่าได้ไปกล่าวโทษเรื่องการกระตุ้นว่าเป็นสาเหตุของการยืนต้นตายครับ เพราะหากต้นกฤษณาตายจากการกระตุ้นนั้น มันจะต้องตายเพียงแค่ 3 สัปดาห์หลังการกระตุ้น โดยสังเกตุได้จากการขูดเปลือกที่ลำต้น หากเนื้อเยื่อมีจุดราขึ้นใต้เปลือก แสดงว่าต้นกฤษณาต้นนั้นตายแล้ว



สาเหตุของการระบาด

สาเหตุของการระบาดเกิดจากผีเสื้อกลางคืนวงศ์ผีเสื้อหนอนกระทู้ วงศ์ Noctuidae
เป็นวงศ์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาผีเสื้อทั้งหมด มีขนาดและ สีสันต่างๆ กันไป ส่วนมากจะมีสีและลายบนปีกคู่หน้าต่างจาก ปีกคู่หลัง หนอนมักมีลายขีดตามยาว รู้จักกันในชื่อ "หนอน กระทู้" ทำลายกล้าข้าวและข้าวโพด ในเวลากลางวันซ่อนตัว อยู่ใต้ดิน ออกกัดกินกล้าพืชในเวลากลางคืน เช่น หนอนกระทู้ ฝักข้าวโพด (Heliothis separata) หนอนกระทู้ ข้าวกล้า (Spodoptera mauritia) หนอนกระทู้อ้อย (Pseudaletia loreyi)หนอนกระทู้หอม (Laphygma exigua)หนอนกระทู้ผัก (Prodenia litura) บางชนิดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญในระยะตัวเต็มวัย เช่น ผีเสื้อมวนหวาน (othreis fullonica) ใช้งวงเจาะ ดูดน้ำหวานจากผลส้ม ทำให้ส้มร่วงเสียหายทีละมากๆ




หนอนพวกนี้ ชาวสวนผักรู้จักกันดี ตัวเล็กสีเขียวใช้ใยห่อหุ้มตัวไว้ใต้ใบผัก เวลาตกใจจะดีดตัวลงจากใบ โดยมีใยห้อยลงไป ผีเสื้อมีขนาดเล็ก ปีกค่อนข้างยาว สีคล้ำมีแถบขาวบนปีก ลัษณะคล้ายนกเค้าแมว



วิธีป้องกันการเข้าทำลายต้นกฤษณาจากหนอนกินใบ

วิธีง่ายๆแต่ได้ผลโดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมีเป็นพิษใดๆคือการใช้ของง่ายๆที่มีอยู่โดยเตรียมสว่นผสมดังนี้

- น้ำสะอาด 50 ลิตร
- น้ำสกัดจากสะเดา 4 ลิตร
- น้ำตะไคร้ สกัด 1 ลิตร
- ยาเส้นแบบฉุน 1.5 กิโลกรัม
- สบู่ลาย หรือสบู่ด่าง 2 ก้อน

ผสมเข้าด้วยกัน ทิ้งไว้จนสบู่ละลายหมด แล้วกรองเอาแต่น้ำมาฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้นกฤษณา โดยเฉพาะที่ใบ เพื่อป้องกันการเข้ามาวางไข่ของผีเสื้อกลางคืน และกลิ่นของมันยังทำให้หนอนไม่กินใบได้อีกด้วย  เพียงแค่นี้ก็หมดปัญหาเรื่องหนอนเข้ามากัดกินใบแล้วครับ อีกทั้งราคาก็ถูกแสนถูก ไม่จำเป็นต้องไปซื้อหาเคมีภัณฑ์ราคาแพงแล้วครับ ช่วยประยัดเงินได้อีกเยอะ

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

การลดต้นทุนในการกลั่นน้ำมันกฤษณา

น้ำมันกฤษณานั้นเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าจากไม้กฤษณาที่ไม่เคยเสื่อมความนิยม อีกทั้งในปัจจุบัน ผู้บริโภคแถบตะวันตกอย่างุโรปและอเมริกาได้หันมาใช้น้ำมันกฤษณาในการผลิตน้ำหอมเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมาก ทำให้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการกลั่นน้ำมันกฤษณากันอยู่ แม้ว่าไม้จากธรรมชาติที่เคยใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันจะลดน้อยถอยลงไป แต่ก็ยังคงมีไม้กฤษณาจากสวนป่าที่เกษตรกรปลูกเอาไว้ใช้ทดแทนอีกเป็นจำนวนมาก

แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้ผลิตน้ำมันกษณาก็คือต้นทุนการผลิตและราคาขายน้ำมันที่ไม่ค่อยจะสมดุลกันนัก ทำให้ผู้ผลิตหลายรายเกิดภาวะขาดทุนจนถึงขั้นเลิกกลั่นน้ำมันกฤษณา ทั้งนี้มีปัจจัยมาจากราคาของวัตถุดิบที่สูงแต่ไม่สามารถให้ผลผลิตที่คุ้มค่า และต้นทุนอื่นๆอย่างเช่นค่าเชื้อเพลิง ค่าถาวรวัตถุในการสร้างโรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น

หม้อกลั่นแบบนี้มีราคาสูงมาก และระบบต่างๆก็ลงทุนสูงเช่นกัน


ชุดกลั่นแบบนี้ลงทุนระบบสูงมาก และระบบน้ำหล่อเย็นก็ต้องมีขนาดใหญ่ภายนอกอาคาร


เดิมทีนั้นต้นทุนในการผลิตน้ำมันกฤษณามีดังนี้

- ค่าหม้อกลั่นพร้อมอุปกรณ์ควบแน่น                                    30,000 - 40,000 บาท
- ค่าก่อสร้างโรงเรือน หรือชุดเตาสำหรับวางหม้อกลั่น         20,000                บาท
- ค่าระบบหล่อเย็น                                                                 10,000               บาท
- ค่าอุปกรณ์เชื้อเพลิงเช่นชุดเตาแก๊ส                                     7,000                บาท
- ค่าอุปกรณ์ในการดักเก็บน้ำมัน                                             2,000                บาท
- ค่าวัตถุดิบในการกลั่น (ไม้บด)                                             1,200-4,500     บาท/ชุด

นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดก็อยู่ที่ประมาณ         70,200 - 83,500 บาท ต่อ 1 ชุด

ผมจึงได้พยายามทดลองหาวิธีการในการกลั่นน้ำมันกฤษณาเพื่อลดต้นทุนในการผลิต อีกทั้งยังจะช่วยส่งเสริมให้กับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้นำมาพัฒนาและทำได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องไปซื้อหาวัสดุราคาแพงเพื่อกลั่นน้ำมันกฤษณา ซึ่งวัสดุที่ผมใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ใกล้ตัวในครัวเรือนดังนี้

- หม้อกลั่นเป็นระบบนึ่ง แยกเป็น
       - หม้อต้มน้ำ ใช้หม้อแขกขนาด 60 ซม.                                      2,600 บาท
       - หม้อนึ่งขนมจีบซาลาเปาขนาด 60 ซม.                                    2,250 บาท
- งวงสำหรับควบแน่น ยาว 160 ซม. จ้างร้านทำสเตนเลสทำให้           600 บาท
- ถังน้ำหล่อเย็น ซื้อถังน้ำพลาสติก 2 ถัง                                              120 บาท
- ปั๊มน้ำหมุนเวียนสำหรับหล่อเย็น ใช้ปั๊มตู้ปลา 2 อัน                            500 บาท
- ชุดเตาแก๊สพร้อมถัง                                                                        5,000  บาท
- ผ้าสำหรับชุบน้ำหล่อเย็น ฟรี หาได้ตามตู้เสื้อผ้า
- ขวดดักเก็บน้ำมัน ฟรี เอาไปให้ร้านกระจกเจาะรูให้
- อุปกรณ์วาล์วและสายยางต่างๆ                                                      200 บาท
- วัตถุดิบ (ไม้บด) ฟรี ผมมีเองครับ หรือจะให้เท่าๆกันก็อยู่ที่          1,200 - 4,500 บาท/ชุด

สรุปต้นทุนอยู่ที่ประมาณ                                        12,470 - 15,770 บาท ต่อ 1 ชุด พร้อมกลั่นได้เลย


ผลที่ได้คือ

น้ำที่หยดอยู่บนพื้นนั้นหกออกมาจากถังครับ ไม่ใช่การรั่วจากขวด

ชุดควบแน่นทำจากระบบตู้ปลา ง่ายและราคาถูก
โดยการปั๊มน้ำขึ้นไปบนผ้าแล้วปล่อยให้ไหลย้อนกลับลงถัง

น้ำมันที่ได้หลังจากเริ่มติดเตากลั่นไปได้ 3 ชั่วโมง

วัตถุดิบที่นำมากลั่นน้ำมัน

ก่อนบดเป็นผง

กากที่เหลือจากการกลั่นจะนำมาทำธูปส่งขายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ธูปหลอดขนาด 6 มม.

ธูปญี่ปุ่นขนาด 2 มม.

ธูปแบบนี้ขายดีมาก

สาเหตุที่ผมเลือกใช้ระบบนึ่งแทนที่การต้มกลั่นก็เพราะในการต้มกลั่นน้ำมันนั้นจะเกิดการสูญเสียน้ำมันส่วนหนึ่งไปกับน้ำในหม้อต้ม แต่การนึ่งนั้น ไอน้ำจะผ่านผงไม้แล้วนำเอาละอองน้ำมันออกมาพร้อมกันโดยไม่ต้องไปแขวนลอยอยู่กับน้ำเช่นการต้ม ทำให้ได้ปริมาณน้ำมันที่มากกว่ากันดดยใช้วุตถุดิบน้อยกว่า คือ ในการต้มกลั่นนั้นใช้ผงไม้ประมาณ 15-20 กิโลกรัม เป็นวัตถุดิบ แต่สำหรับการนึ่งนั้น ใช้ผงไม้เพียงแค่ 7-10 กิโลกรัมเท่านั้น โดยใช้เวลาในการกลั่นต่อชุดประมาณ 3-4 วัน ขณะที่การต้มกลั่นนั้นต้องใช้เวลานาน 1-2 สัปดาห์ ทำให้เกิดการสูญเสียเชื้อเพลิงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

หากผู้ใดสนใจสอบถามเรื่องการกลั่นระบบนึ่งเพื่อนำไปพัฒนาใช้ด้วยตนเอง
สามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 081-9979389 (+66-81-9979389) วิศวะ  ศรีเพ็ชรกล้า (Witsawa  Sripetkla)
หรือที่อีเมล   witsawa1@yahoo.com 

หากท่านใดสะดวกในการเดินทางก็สามารถเข้ามาชมได้ที่ ศูนย์เรียนรู้เรื่องไม้กฤษณา อ.เวียงชัย จ.เชียงราย  สำนักงานเปิดทุกวัน 8.00-17.00 น. ครับ







วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

เรซินจากไม้กฤษณา บริสุทธิ์ 100% (100% Pure Agarwood Resin)

Agarwood Oleoresin หรือยางชันเข้มข้นที่สกัดจากไม้กฤษณาโดยกระบวนการที่บริสุทธิ์และไม่มีสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆเจือปน และมีความถ่วงจำเพาะสูงจนจมน้ำ ถือเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพสูงที่สุดจากไม้กฤษณา ปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากมีความบริสุทธิ์สูง และกลิ่นที่หวานละมุนเช่นเดียวกับการจุดเผาไม้เกรด AAA SUPER จากธรรมชาติ อีกทั้งควันจากการเผาก็ไม่มีการแสบหรือระคายเคืองนัยน์ตาเนื่องจากไม่มีเซลลูโลส (เนื้อไม้) เจือปน หากจะมีก็เพียงจำนวนเล็กน้อยมากจากการเล็ดรอดออกมาจากฟิลเตอร์กรองในรูปของผงละอองเล็กๆเท่านั้น

ยางชันกฤษณาบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักมากและจมน้ำ

นำมาอัดทำเป็นพระก็ได้


นอกจากกลุ่มตลาดเครื่องหอมชั้นสูงแล้ว Agarwood Oleoresin ก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาดยาอีกด้วย จากคุณประโยชน์ทางยาหลายอย่าง ทำให้ราคาในตลาดประเทศจีนขยับขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละเฉียดล้านบาท แต่ก็ใช่ว่าจะขายได้ในราคานั้นเสมอไป เพราะเขาก็มีการแบ่งเกรดและความเข้มข้นของสารสำคัญเช่นเดียวกับตลาดยาทั่วไป ที่สำคัญผู้ขายจะต้องมีใบรับรองการทดสอบจากห้องแล็บมายืนยันด้วย

ยางชันกฤษณาบริสุทธิ์ที่ดีต้องมีสีดำและจะเปลี่ยนมาเป็นสีเขียวขี้ม้าเมื่อแช่น้ำ

ปัจจุบัน ได้มีพ่อค้าหัวใสแถบอินโดนีเซียและเวียตนาม ได้พากันเอายางมะตอยผสมกับน้ำมันกฤษณาและผงไม้กฤษณาบดละเอียด ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวมาหลอกขายให้กับผู้ซื้อชาวจีนและเกาหลี ทำให้ผู้ซื้อระวังกันค่อนข้างมาก การค้าผลิตผลชนิดนี้จึงไม่แพร่หลายมากนัก และเป็นผลทำให้ผู้ซื้อต่างๆเอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อกดราคาซื้อ จนทำให้ราคาของที่มาจากเวียตนามและอินโดนีเซียในท้องตลาด เหลือเพียงแค่หลักหมื่นปลายๆถึงหลักแสนต้นๆต่อกิโลกรัม

แต่หากผู้ผลิตสามารถพิสูจน์ได้โดยมีรายงานผลวิเคราะห์จากห้องแล็บมายืนยันความบริสุทธิ์ ก็จะยังคงสามารถขายได้ราคาสูง เพราะความต้องการของตลาดนั้นมีมาก เนื่องจากทุกวันนี้ ไม้กฤษณาเกรดสูงๆจากธรรมชาติได้หมดลงไปทุกวัน และไม้ที่ได้จากการปลูกก็ยังมีคุณภาพไม่เท่าเทียมกับไม้จากธรรมชาติ

ผลแล็บเทสต์
หลังจากสกัดและอยู่ตัวแล้วจะแข็งเหมือนก้อนหิน


แต่หากให้ความร้อนโดยการอบด้วยไมโครเวฟ 30 วินาทีก็จะอ่อนตัวแบบในภาพ


เมื่ออ่อนตัวแล้วก็สามารถปั้นขึ้นรูปได้ตามต้องการ
หากอยากให้แข็งตัวอีกครั้งก็เอาไปแช่ช่องฟรีซ
กรณีนี้ทำได้กับยางไม้กฤษณาเท่านั้น ใช้กับคนไม่ได้ผลครับ

ก้อนเพียงแค่นี้หนักเกือบครึ่งกิโลกรัม


ปริมาณแค่นี้สามารถเผาได้นานกว่า 15 นาที


สิ่งสำคัญที่สุดของสินค้าชนิดนี้คือความบริสุทธ์และปลอดภัยของกระบวนการผลิต ไร้สารเคมีแปลกปลอมใดๆเจือปน ที่สำคัญจะต้องไม่มีของต้องห้ามทางศาสนาเป็นองค์ประกอบหรือส่วนผสม 


วัตถุดิบที่นำมาสกัด



คัดเฉพาะคุณภาพของเรซินในเนื้อไม้สูงๆเท่านั้นเพื่อนำมาสกัดเรซิ่นชั้นดี



หากสนในสอบถามเกี่ยวกับยางชันกฤษณาบริสุทธิ์ (Agarwood Oleoresin) สามารถสอบถามเป็นการส่วนตัวได้ที่ เบอร์ 081-9979389   วิศวะ  ศรีเพ็ชรกล้า   หรือที่อีเมล  witsawa1@yahoo.com

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การกระตุ้นไม้กฤษณาอายุน้อย

สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจจะปลูกไม้กฤษณา แต่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด มักจะมองว่า การปลูกต้นกฤษณาเพื่อเชิงพาณิชย์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน เพราะต้องรอให้ต้นโตได้ที่ ประมาณ 8-12 ปี จึงจะมีขนาดที่จะสามารถทำสารได้  แต่ในความเป็นจริงแล้วต้นกฤษณาอายุน้อยๆก็สามารถสร้างสารกฤษณาได้ดีไม่แพ้กัน อีกทั้งต้นกฤษณานั้นเป็นไม้ที่มักจะมีอัตราการยืนต้นตายเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น หรือประมาณ ปีที่ 3-5 ค่อนข้างสูง จึงเป็นการดีหากสามารถสร้างสารกฤษณาได้ในต้นที่อายุน้อยเช่นนี้ ผมจึงได้ทดลองปลูกต้นกฤษณาเอาไว้ที่บ้านที่บุรีรัมย์และเชียงราย เพื่อเป็นแปลงทดลอง

แปลงทดลองดังกล่าวนั้น ผมได้ปลูกกฤษณาเอาไว้ในระยะ 1x1 เมตร โดยทำการเจาะกระตุ้นเอาไว้ทุกต้นเมื่อเข้าปีที่ 3 และทำการตัดแปรรูปเป็นไม้ชิ้น โดยทำการตัดแบบต้นเว้นต้นเมื่อเข้าปีที่ 4 และตัดให้สูงจากพื้นประมาณ 80 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นไม้ได้แตกกิ่งใหม่โดยไม่ต้องปลูกทดแทน ผลปรากฏว่า ต้นกฤษณาที่ตัดออกมานั้นให้ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 600 กรัม ถึง 1 กิโลกรัมต่อต้น ส่วนต้นที่เว้นระยะเอาไว้ก็สามารถเติบโตต่อไปได้โดยปกติ

จากแนวคิดนี้ สามารถนำมาเพิ่มผลผลิตและหมุนเวียนรายได้รอบเร็วให้กับผู้ปลูกไม้กฤษณาโดยการกระชับระยะปลูกให้ใกล้ขึ้น และทำการกะตุ้นและแปรรูปออกไปขายเป็นรุ่นๆไป ดังตัวอย่างเช่น

พื้นที่ 1 ไร่ จากเดิม หาก ปลูกระยะ 4x4 เมตร จะได้ต้นไม้ไม่กี่ต้น และต้องรอหลายปีกว่าไม้จะโตจนเริ่มทำการกระตุ้นได้  แต่แนวคิดใหม่คือ

- 1 ไร่ ปลูก 1x1 เมตร = 1,600 ต้น

- เจาะกระตุ้นไว้ทุกต้นด้วยวิธีการสอดแท่งไม้แช่น้ำยาในปีที่ 3 (ลงทุนไม่มากนัก เพราะไม้ต้นเล็ก)

- ตัดแปรรูปหลังจากนั้นอีก 1 ปี โดยการตัดต้นเว้นต้น เพื่อให้ต้นไม้ในแนวอื่นๆได้เติบโตขึ้นมา

- เจาะกระตุ้นไม้ที่เหลือโดยทำการเจาะในบริเวณเนื้อขาวที่สร้างมาใหม่ ส่วนรอยกระตุ้นเดิมนั้นจะสามารถสะสมเป็นไม้กฤษณาเกรดดีๆได้เมื่อเก็บบ่มไว้นานขึ้น

- ทำการตัดแปรรูปได้ทุกปีเรือยๆ โดยที่ต้นเดิมที่เคยเก็บเกี่ยวไปก่อนหน้านั้นก็จะกลับมาเติบโตขึ้นและหมุนเวียนทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ







หากทำแบบนี้เกษตรกรก็จะสามารถมีรายได้จากการขายแก่นไม้ได้ภายใน 4 ปี และหลังจากนั้นก็จะมีรายรับต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอให้ไม้โตเช่นการปลูกแบบเดิม และก็ไม้ต้องปลูกใหม่ เพราะต้นไม้ที่ตัดไปก่อนหน้านี้จะโตหมุนเวียนไปเรื่อยๆ และเร็วกว่าการปลูกใหม่ เพราะระบบรากนั้นมีจำนวนที่มากและแข็งแรงกว่าต้นกล้าจากถุง

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การพัฒนาการกระตุ้นไม้กฤษณา

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ผมได้ทำการกระตุ้นไม้กฤษณาทั้งของตนเองและเพื่อนๆเกษตรกรโดยการใช้สว่านเจาะลำต้นและใส่สารกระตุ้นของผมเอง ลงไปในรูเจาะหลายๆวิธีโดยบ่มทิ้งไว้เป็นเวลา หนึ่งปีครึ่งถึงสองปี สังเกตุพบว่า

1. ต้นที่เจาะด้วยดอกสว่านขนาด 13 มิลลิเมตร

 ระยะห่างต่อรูเจาะ 15 เซนติเมตร โดยใส่สารกระตุ้นเต็มรูเจาะ เมื่อตัดตรวจหลังจากการกระตุ้นไปได้ 18 เดือน จะปรากฏการผุเป็นวงที่บริเวณลำต้น โดยนับจากระดับพื้นได้ประมาณ 120-150 เซ็นติเมตร สาเหตุมาจากการใส่สารที่เป็นของเหลวเข้าไปในรูเจาะโดยตรงและขนาดดอกสว่านที่ใหญ่ ทำให้ในแต่ละรูเจาะนั้นอุ้มปริมาณน้ำยาเป็นจำนวนมาก และน้ำยากระตุ้นมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อต้นไม้รุนแรง การเจาะล้อมลำต้นหลายๆรูแบบนี้จึงทำให้น้ำยาไปรวมกันภายในกลางลำต้นจากกระบวนการคายน้ำของต้นไม้ จึงทำให้เซลตายเป็นวงกว้าง



การสร้างสารกฤษณาจึงเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณรอบๆแผลและรอยผุเท่านั้น แต่ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่า 150 เซ็นติเมตรแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ผุเป็นวงกว้านเช่นนี้ แต่จะเป็นไม้ลูกขาดเสียส่วนใหญหากเป็นไม้ต้นใหญ่ แต่ในกรณีของต้นกฤษณาอายุประมาณ 6-8 ปี จะมีการสร้างสารกฤษณาเป็นแนวยาวไปตามกิ่งก้าน โดยต้นไม้ได้ดูดซับเอาน้ำยาและส่งขึ้นไปตามกิ่งโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงและการคายน้ำ



เมื่อได้ทำการตัดและแปรรูปออกมาแล้ว พบว่า เนื้อไม้ในบริเวณรอยผุและมีการแตกปริของลำต้น จะให้ผลผลิตและคุณภาพของกฤษณาได้ไม่ดีนัก ทั้งในเรื่องของความหนา , สี , รูปทรงและความเข้มข้นของปริมาณเรซินในเนื้อไม้


แต่ในส่วนที่ไม่ผุหรือเหนือขึ้นไปจากรอยผุและไม่มีการแตกปริของลำต้นหรือกิ่งนั้น จะให้ผลผลิตที่ดีกว่า


แต่อย่างไรก็ดี การเจาะด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่และใส่สารที่เป็นของเหลวเข้าไปในรูเจาะโดยตรง มักจะให้ผลผลิตออกมาค่อนข้างบางและเป็นรูปทรงหลอด การแปรรูปโดยการใช้สิ่งเหลาและล้วงใส้นั้นทำได้ค่อนข้างยาก จะทำให้มีต้นทุนค่าแรงที่สูง






ข้อดี

- ทำการกระตุ้นได้ง่าย และเร็ว ไม่ยุ่งยาก แค่เจาะและหยอดน้ำยา

ข้อเสีย

- ต้นไม้ผุและเปราะบาง หักง่าย
- ปริมาณผลผลิตไม่สูงเท่าที่ควร
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อในธรรมชาติและยืนตาย
- ต้นไม้ต้องมีกิ่งก้านและใบดกจึงจะให้ผลผลิตที่ดี
- รูปทรงของชิ้นไม้ที่ได้ไม่สวยงาม มักจะเป็นแผ่นหรือทรงหลอด
- เก็บบ่มต้นไม้ไว้ไม่ได้นาน เพราะเมื่อเกิดการแตกปริหรือหักของต้นไม้ จะทำให้มีการคืนตัวเป็นเนื้อไม้ได้รวดเร็ว


2. ต้นที่เจาะด้วยดอกสว่านขนาด 6 มิลลิเมตร

ระยะห่างต่อรูเจาะประมาณ 20 เซ็นติเมตร โดยหยอดน้ำยาเต็มรูเจาะ พบว่า ต้นไม่ไม่ผุป็นวงกว้างอย่างที่เจาะด้วยดอกสว่านขนาด 13 มิลลิเมตร การสร้างน้ำมันเป็นไปได้รวดเร็วและใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่าในการเก็บบ่มต้นไม้เพื่อแปรรูป แต่ก็ยังสามารถพบการผุของไส้ไม้ เนื่องจากน้ำยาเป็นของเหลว จึงสามารถถูกส่งขึ้นลงตามจังหวะการคายน้ำของต้นกฤษณา




เนื้อไม้ที่ได้จะมีความหนามากกว่าการเจาะด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่ และรูปทรงของไม้เมื่อแกะออกมาแล้ว พบว่ามีปริมาณผลผลิตที่มากกว่าและน้ำหนักเฉลี่ยต่อชิ้นดีกว่า






ข้อดี

- ไม้ไม่ผุเสียหายมาก
- ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก
- ไม้ที่ได้มีรูปทรงที่สวยงามตามที่ตลาดต้องการ ทำให้ได้ราคาขายที่ดีกว่า
- ต้นไม้มีความแข็งแรงกว่าการเจาะด้วยสว่านขนาดใหญ่ และมีความเสี่ยงต่องการตายจากการติดเชื้อน้อยลง

ข้อเสีย

- การหยอดน้ำยาลงในรูเจาะนั้นทำได้ยาก เพราะปากรูเจาะเล็ก มีการหกเลอะของน้ำยา ทำให้บริเวณปากรูเจาะผุเสียหายได้ และหากน้ำยาหกและเลียลงมาตามเปลือกจะทำให้เนื้อไม้บริเวณนั้นตายและแห้งไป ต้องทำด้วยความระมัดระวัง
- ใช้เวลานานขึ้นในการเจาะและหยอดน้ำยา


3. การเจาะด้วยสว่านและสอดด้วยแท่งไม้ไผ่แช่น้ำยากระตุ้น

วิธีนี้ได้พัฒนามาจากการสังเกตุเห็นการผุจากการหยอดน้ำยาโดยตรงเข้าไปในรูเจาะ จึงได้เปลี่ยนมาใช้ไม้ไผ่แช่น้ำยากระตุ้น แทนการหยอดลงไปในรูเจาะโดยตรง







ผลที่ได้พบว่า การผุเป็นวงของลำต้นไม่ปรากฏให้เห็นอีก และยังสามารถเจาะเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแนว ทำให้มีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ในแต่ละรูเจาะนั้นได้สร้างเนื้อกฤษณาเป็นปริมาณมากและเนื้อตายนั้นมีน้อยลง ทำให้การแปรรูปโดยใช้สิ่วเหลานั้นทำได้ง่ายขึ้น รูปทรงของผลผลิตก็ใกล้เคียงกับไม้ธรรมชาติ
ทดลองตัดมาตรวจหลังจากทำไว้ 6 เดือน


ในภาพเป็นไม้ที่ได้จากการสอดแท่งไม้แช่น้ำยาขนาด 10 มิลลิเมตร บ่มทิ้งไว้ 1 ปี

ไม้แช่น้ำยาขนาด 4 มิลลิเมตร บ่มไว้ 8 เดือน จากต้นไม้อายุ 4 ปี

ชิ้นไม้ที่ได้จะมีเนื้อที่หนากว่าและผุน้อยกว่าการเจาะแบบหยอดใส่สารมาก

ข้อดี

- สามารถทำได้ตั้งแต่ต่นไม้ยังเล็กๆ อายุประมาณ 3 ปีก็เริ่มทำได้แล้ว โดยเจาะเป็นเกลียวแล้วเก็บบ่มไว้ให้ต้นไม้โตขึ้นจึงเจาะเพิ่มในแนวเนื้อใหม่ รอยเจาะเดิมจะได้เกรดที่ดีขึ้นตามระยะเวลาที่เก็บบ่มต้นไม้
- ต้นไม้ไม่ผุเสียหายมาก
- สามารถเก็บบ่มต้นไม้ไว้ได้นานเท่าที่ต้องการหากต้องการบ่มให้เป็นไม้เกรดสูงๆ
- สามารถเจาะได้มากขึ้น ผลผลิตที่ได้มากขึ้น
- อากาศไม่สามารถเข้ารูได้ ทำให้ไม้มีเนื้อหนาและไม่คืนตัว
- รูปทรงสวยงามและราคาดี ขายได้ง่ายและคล่อง
- การเจาะกระตุ้นทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก
- ที่สำคัญที่สุดคือ คนที่ปลูกไม่มากนักก็สามารถสร้างรายได้จากต้นกฤษณาได้ในรูปของไม้ชิ้น แต่ต้องหัดแปรรูปด้วยตนเองจะดีที่สุด

ข้อเสีย

- ใช้เวลาในการเจาะกระตุ้นค่อนข้างมาก เพราะต้องคอบสอดแท่งไม้เข้ารูเจาะ
- แนวของการสร้างสารจะไม่ยาวเป็นแนวเหมือกับการหยอดน้ำยา
- การแปรรูปโดยการสิ่วนั้นค่อนข้างยากเพราะชิ้นเล็กลงและมียอดเป็นหนามเป็นเตยมากขึ้น



สำหรับผู้ที่สนใจใช้กระบวนการกระตุ้นโดยการใช้แท่งไม้ไผ่ สามารถติดต่อได้ที่

โทรศัพท์ 081-9979389 , 080-7181412 , 089-6012411

หรือ อีเมล  witsawa1@yahoo.com