วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตัวอย่างไม้ที่ได้จากการกระตุ้นด้วยแท่งไม้ไผ่

ชิ้นไม้กฤษณาที่เห็นนี้ เป็นไม้ที่ได้มาจากการกระตุ้นต้นกฤษณาด้วยแท่งไม้ไผ่แช่น้ำยา โดยตัดกิ่งของต้นกฤษณามาตรวจเช็คหลังจากทำการกระตุ้นไว้ 6 - 10 เดือน

เปรียบเทียบกับชิ้นไม้ที่หยอดน้ำยา

ด้านซ้าย 6 เดือน ส่วนสองชิ้นด้านขวา 10 เดือน


สองภาพนี้ยังเห็นชิ้นไม้ไผ่คาอยู่ในรูเจาะ




วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

การกระตุ้นไม้กฤษณาโดยใช้แท่งไม้ไผ่แช่น้ำยา

โดยมากแล้วเวลากล่าวถึงการกระตุ้นต้นกฤษณา นอกจากการถากฟันเพื่อให้ต้นไม้บบอบช้ำหรือที่เรียกว่าไม้ปากขวานแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการเจาะลำต้นแล้วหยอดหรือฉีดน้ำยาที่เป็นของเหลวเข้าไป ซึ่งเป็นเทคนิคหรือวิธีการที่กระทำกันอยู่โดยทั่วไปแทบจะทุกประเทศที่มีต้นกฤษณา



แต่การฉีดสารกระตุ้นเข้าไปในลำต้นนั้นก็ไม่สามาถจะเอาแน่นอนได้ เพราะมีปัจจัยลบหลายต่อหลายอย่างที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ต้นกฤษณา เช่น ความชื้น , แสงแดด , ปริมาณของใบ , ความเข้มข้นของสารกระตุ้น และขนาดของดอกสว่านเป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นกฤษณาได้ทั้งสิ้น ซึ่งผมเองก็ผ่านประสบการณ์เลวร้ายนี้มาแล้ว ทั้งกับต้นไม้ของตนเองและเกษตรกร อันเนื่องมากจากยังไม่เข้าใจถึงปัจจัยเหล่านี้อย่างถ่องแท้



จากความผิดพลาดที่ผ่านมา ทำให้ผมต้องพัฒนาการกระตุ้นไม้กฤษณาเสียใหม่ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สูงสุด เพราะในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว กฤษณาจากแปลงปลูกนั้น มีต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูกซึ่งต่างจากการหาของป่าที่แทบจะไม่มีต้นทุน นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมต้องคิดค้นสิ่งที่จะทำให้ไม้จากแปลงปลูกสามารถสร้างความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ให้ได้สูงสุดจากตัวของมันเอง

ผลเสียของการกระตุ้นโดยการเจาะและฉีดน้ำยาสามารถอธิบายแยกตามปัจจัยได้ดังนี้

1. ขนาดของดอกสว่าน , มุมของการเจาะ , ทิศทางของการเจาะ และ จำนวนรูที่เจาะบนต้นไม้

     - การเจาะต้นกฤษณาด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่ และหากเจาะเข้าไปด้วยมุมที่ดิ่งชันดังที่หลายคนมักจะเคยชินกับการเจาะ 45 องศาแล้ว จะทำให้ในแต่ละรูเจาะนั้นอุ้มเอาสารกระตุ้นไว้มากจนเกินไป เพราะต้นไม้จะส่งของเหลวภายในลำต้นขึ้นลงไปตามจังหวะการคายน้ำและสังเคราะห์แสง ทำให้สารกระตุ้นที่เราใส่ไปทั้งหมดมารวมกันอยู่ตรงกลางลำต้น เป็นสาเหตุให้ต้นไม้ผุกลวงบริเวณใจกลางเป็นวงกว้าง



จริงอยู่ที่หากสารกระตุ้นนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลในการสร้างแก่นหรือน้ำมัน แต่การผุเสียในใจกลางนั้นก็ทำให้ได้ผลผลิตลดลง และต้นไม้ก็จะขาดความแข็งแรงจนถึงกับผุหักเสียหายได้ด้วย โดยเฉพาะบริเวณรูเจาะในแนวดิ่งที่เจาะตรงกัน และความถี่ของการเจาะ จะทำให้ต้นไม้ฉีกออกมาคล้ายกับกระดาษปรุ  จุดนี้จะเห็นได้บ่อยครั้งในการเจาะโดยใช้น้ำยาของผมเอง ซึ่งนี่เองที่เปนสาเหตุที่ทำให้ต้องคิดค้นหาทางแก้ไขและป้องกันผลเสียจากการกระตุ้นไม้กฤษณา

ข้อเสนอแนะ

หากต้องกาใช้การฉีดสารที่เป็นของเหลวควรใช้ดอกสว่านขนาด 6-8 มม. และไม่ควรเจาะตรงกันในแนวตั้งในระยะประมาณ 20 ซม. อีกทั้งไม่ควรเจาะดิ่งหรือชันจนเกินไปนัก  การเจาะที่กิ่งควรเจาะด้านข้าง ไม่ใช่ด้านบน เพราะด้านบนเป็นจุดรับแรงเครียดจากแรงโน้มถ่วง จะทำให้กิ่งหักได้ง่าย


2. ประเภทของสารที่ใช้เจาะกระตุ้นและสภาพอากาศ

     - สารกระตุ้นที่ใช้กันส่วนใหญ่มักจะเป็นจุลินทรีย์น้ำ ซึ่งเกษตรกรผลิตขึ้นมาเอง สารกระตุ้นประเภทนี้มักก่อให้เกิดการติดเชื้อในลำต้นกฤษณาและค่อยๆผลิตน้ำมันออกมาต่อต้านอย่างช้าๆ ผลผลิตที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพของต้นไม้ว่าแข็งแรงเพียงใด เพราะหากต้นไม้ไม่แข็งแรง เชื้อที่ฉีดเข้าไปอาจทำให้ต้นไม้ป่วยและยืนตายได้ แต่บางต้นที่แข็งแรงก็สามาถสร้างน้ำมันได้หนาและชิ้นใหญ่  วิธีการนี้ใช้กันแพร่หลายในจันทบุรีและตราด แต่ผลเสียที่เห็นชัดก็คือ หากสวนนั้นๆอยู่ในที่ ที่ มีฝนตกชุก ต้นไม้มักจะผุพังเสียหาย เพราะเชื้อุลินทรีย์สามารถเติบโตได้มากเกินไป ทำให้ไปย่อยทำลายต้นไม้มากกว่าแค่ติดเชื้อเพื่อให้ต้นไม้ระคายเคือง

ข้อเสนอแนะ

ไม่ควรใช้สารจุลินทรีย์กับต้นไม้อายุน้อยและไม่แข็งแรง



- สารกระตุ้นประเภทสารประกอบอินทรีย์ สารประเภทนี้ออกฤทธิ์เฉียบพลันทันทีทันใดในการทำให้ต้นกฤษณาระคายเคืองและสร้างสารกฤษณาออกมาป้องกันตัวเอง โดยหลังการกระตุ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ต้นไม้จะขับเอาสารเหล่านี้ออกไปจนหมดโดยการคายน้ำจากการสังเราะห์แสง และจะมีการสร้างน้ำมันอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆตราบเท่าที่รูเจาะนั้นไม่แตกอ้าจนสัมผัสกับอากาศ



โปรดสังเกตุดูรูเจาะที่ใช้ดอกสว่านที่ใหญ่เกินไป , แนวตั้งตรงกันเกินไป , เจาะถี่เกินไป ล้วนแล้วแต่ทำให้ต้นไม้เกิดการผุมากเกินจำเป็น แม้การเกิดกฤษณาจะมากแต่ก็ยังน่าเสียดาย

ด้วยความที่มีฤทธิ์เฉียบพลันนี้เอง จึงไม่ควรที่จะเจาะกระตุ้นโดยการใช้ดอกสว่านขนาดใหญ่และฉีดเข้าไปในลำต้น เพราะจะทำให้ต้นไม้ผุเสียหายได้ เนื่องจากจะมีเนื้อตายเป็นวงกว้าง ทำให้ต้องคิดหาวิธีการที่จะทำให้เกิดผลเสียน้อยทีสุดขณะที่ได้ผลผลิตสูงสุด เพราะสารประเภทนี้ส่งผลโดยตรงต่อการผลิตสารกฤษณาของต้นกฤษณา หากใช้ถูกวิธีผลที่ได้จะคุ้มค่ามาก

ข้อเสนอแนะ

ควรใช้ดอกสว่านขนาด 5-6 มม. และต้องไม่เจาะดิ่งลง ควรเจาะแบบขนานจะให้เนื้อไม้ที่หนามากและแทบไม่ผุเลย แต่วิธีที่ดีที่สุดกับสารตัวนี้คือการแช่ไม้ไผ่แล้วตอกเข้าไปในรูเจาะ



เมื่อได้ทราบถึงข้อเสียต่างๆแล้ว ผมจึงได้ค้นหาวิธีการที่จะทำให้มีการผุเสียหายน้อยที่สุดและสามารถผลิตกฤษณาได้มากที่สุด เมื่อทดลองแล้วพบว่า การใช้สารกระตุ้นประเภทสารประกอบอินทรีย์แช่ด้วยตะเกียบไม้ไผ่แล้วตอกเข้าไปในรูเจาะนั้นให้ผลผลิคตุ้มค่าที่สุด อีกทั้งยังมีรูปทรงเหมือนกับไม้กฤษณาจากธรมชาติ และน้ำหนักต่อชิ้นก็ดีมากอีกด้วย คือ ประมาณ 20-30 กรัมต่อ 1 รูเจาะเมื่อบ่มเอาไว้ 2 ปีหลังการกระตุ้น น้ำหนักของผลผลิตที่ได้จะค่อนข้างดี เพราะการผุนั้นน้อยมากในขณะที่มีการสร้างสารกฤษณาในปริมาณที่สูงแทบจะออกมาเป็นไม้ลูกตันและทีเดียว ที่สำคัญ หากสามารถทิ้งเอาไว้ได้นานๆหลังการกระตุ้นโดยไม่ตัดมาแปรรูป คาดว่าน่าจะเป็นได้ถึงไม้ซุปเปอร์จมน้ำ




วิธีการนี้ทำให้เกษตรกรสามารถคำนวณรายได้จากการทำไม้กฤษณาได้ง่าย เพราะสามารถทราบน้ำหนักหรือปริมาณเฉลี่ยของไม้กฤษราที่ได้ต่อต้น โดยคำนวณได้จากจำนวนรูเจาะ คูณเข้าไปด้วยราคาต่อกิโลกรัม สุดท้ายแล้วเอาไปลบกับต้นทุนก็จะรู้ถึงกำไรหรือขาดทุนสุทธิจากการทำไม้กฤษณา จะได้ไม่ต้องคอยกล่าวหาว่าใครหลอกอีกต่อไป เช่น

ต้นไม้อายุประมาณ 8-10 ปี หากเจาะด้วยดอกสว่านขนาด 6 มม. แล้วตอกแท่งไม้ไผ่แช่สารกระตุ้น ระยะเจาะจะอยู่ที่ประมาณ 15 ซม. โดยเฉลี่ย ทำให้สามารถเจาะได้ประมาณ 350 - 400 รูเจาะต่อต้น ซึ่งไม่ถือว่ามากจนเกินไป เพราะไม่ใช่การฉีดสารเข้าไปโดยตรง

ผลผลิตต่อรูที่ได้หลังจากทิ้งไว้ 2 ปีประมาณ 30 กรัม และหากสมมุติว่าราคากิโลกรัมละ 10,000 บาท จะสามารถคำนวณรายรับได้ดังนี้

a = ราคาต่อกิโลกรัม
b = น้ำหนักของไม้ที่ได้ต่อ 1 รูเจาะ
c = จำนวนรูเจาะ

น้ำหนักเฉลี่ยต่อต้นที่จะได้รับ คือ b x c = 0.03 x 350 = 10.5 กิโลกรัม

a x b x c = ?

10,000 x 0.03 x 350 = 105,000 บาท ต่อต้น (ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆเช่นการแปรรูป)



หากท่านใดสนใจสอบถามรายละเอียการกระตุ้นไม้กฤษณาโดยวิธีนี้ สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-9979389 (+66-81-9979389) หรือที่ e-mail :  witsawa1@yahoo.com

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เทคนิคการเพิ่มปริมาณน้ำมันหอมระเหยในพืชสมุนไพร

บทความที่นำมาเสนอนี้เป็นงานวิจัยของ

จีรเดช มโนสร้อย สุชาติ บุญพิสุทธินันท์ และ อรัญญา มโนสร้อย

ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


 
ซึ่งอาจจะมีประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกไม้กฤษณา ในการเพิ่มปริมาณน้ำมันหอมในต้นกฤษณาในแปลงปลูก ผมจึงได้ยกเอางานวิจัยชิ้นนี้มาให้ได้อ่านเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กันครับ
 
http://www.ist.cmu.ac.th/researchunit/pcrnc/paper/seminar/310-318.pdf

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปัญหาหนอนผีเสื้อกินใบกฤษณา

ปัญหาหนอนผีเสื้อกินใบกฤษณา

ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ เกษตรกรผู้ปลูกไม้กฤษณาหลายท่านได้ประสบปัญหาหนักใจจากการที่หนอนใยผีเสื้อกลางคืนเข้ากัดกิน ทำลายต้นกฤษณาจนเกลี้ยงต้นเพียงชั่วเวลาข้ามคืน แถมยังระบาดหนักลุกลามไปทั่วประเทศ


ต้นกฤษณาที่ถูกหนอนกินใบส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัวได้ โดยจะเริ่มแตกใบใหม่อีก 2-3 เดือนต่อมา แต่ในกรณีที่หนอนระบาดหนักนั้น พวกมันจะเข้ากัดกินใบอ่อนที่ผลิใหม่จนเกลี้ยงต้น ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถจะทนได้และยืนตายในที่สุด



ระยะการเข้าทำลายของหนอนชนิดนี้จะระบาดที่สุดในช่วงต้นฤดูหนาว แต่ในที่ผ่านมาจนถึงปีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันระบาดหนักทั้งปี และระยะที่รุนแรงที่สุดคือ การระบาดในช่วงฤดูฝน เพราะหากต้นไม้ถูกหนอนกินใบจนหมดต้น รากของต้นกฤษณาจะแช่อยู่ในน้ำและทำให้รากเน่ายืนตาย เพราะไม่มีใบไว้ช่วยคายน้ำ ทำให้รากขาดอากาศตายในที่สุด

การที่ต้นไม้ยืนตายจากสาเหตุของหนอนกินใบหมดต้นนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในต้นไม้ที่เจาะกระตุ้นแล้ว และยังไม่ได้ทำการเจาะกระตุ้น ดังนั้น อย่าได้ไปกล่าวโทษเรื่องการกระตุ้นว่าเป็นสาเหตุของการยืนต้นตายครับ เพราะหากต้นกฤษณาตายจากการกระตุ้นนั้น มันจะต้องตายเพียงแค่ 3 สัปดาห์หลังการกระตุ้น โดยสังเกตุได้จากการขูดเปลือกที่ลำต้น หากเนื้อเยื่อมีจุดราขึ้นใต้เปลือก แสดงว่าต้นกฤษณาต้นนั้นตายแล้ว



สาเหตุของการระบาด

สาเหตุของการระบาดเกิดจากผีเสื้อกลางคืนวงศ์ผีเสื้อหนอนกระทู้ วงศ์ Noctuidae
เป็นวงศ์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาผีเสื้อทั้งหมด มีขนาดและ สีสันต่างๆ กันไป ส่วนมากจะมีสีและลายบนปีกคู่หน้าต่างจาก ปีกคู่หลัง หนอนมักมีลายขีดตามยาว รู้จักกันในชื่อ "หนอน กระทู้" ทำลายกล้าข้าวและข้าวโพด ในเวลากลางวันซ่อนตัว อยู่ใต้ดิน ออกกัดกินกล้าพืชในเวลากลางคืน เช่น หนอนกระทู้ ฝักข้าวโพด (Heliothis separata) หนอนกระทู้ ข้าวกล้า (Spodoptera mauritia) หนอนกระทู้อ้อย (Pseudaletia loreyi)หนอนกระทู้หอม (Laphygma exigua)หนอนกระทู้ผัก (Prodenia litura) บางชนิดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญในระยะตัวเต็มวัย เช่น ผีเสื้อมวนหวาน (othreis fullonica) ใช้งวงเจาะ ดูดน้ำหวานจากผลส้ม ทำให้ส้มร่วงเสียหายทีละมากๆ




หนอนพวกนี้ ชาวสวนผักรู้จักกันดี ตัวเล็กสีเขียวใช้ใยห่อหุ้มตัวไว้ใต้ใบผัก เวลาตกใจจะดีดตัวลงจากใบ โดยมีใยห้อยลงไป ผีเสื้อมีขนาดเล็ก ปีกค่อนข้างยาว สีคล้ำมีแถบขาวบนปีก ลัษณะคล้ายนกเค้าแมว



วิธีป้องกันการเข้าทำลายต้นกฤษณาจากหนอนกินใบ

วิธีง่ายๆแต่ได้ผลโดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมีเป็นพิษใดๆคือการใช้ของง่ายๆที่มีอยู่โดยเตรียมสว่นผสมดังนี้

- น้ำสะอาด 50 ลิตร
- น้ำสกัดจากสะเดา 4 ลิตร
- น้ำตะไคร้ สกัด 1 ลิตร
- ยาเส้นแบบฉุน 1.5 กิโลกรัม
- สบู่ลาย หรือสบู่ด่าง 2 ก้อน

ผสมเข้าด้วยกัน ทิ้งไว้จนสบู่ละลายหมด แล้วกรองเอาแต่น้ำมาฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้นกฤษณา โดยเฉพาะที่ใบ เพื่อป้องกันการเข้ามาวางไข่ของผีเสื้อกลางคืน และกลิ่นของมันยังทำให้หนอนไม่กินใบได้อีกด้วย  เพียงแค่นี้ก็หมดปัญหาเรื่องหนอนเข้ามากัดกินใบแล้วครับ อีกทั้งราคาก็ถูกแสนถูก ไม่จำเป็นต้องไปซื้อหาเคมีภัณฑ์ราคาแพงแล้วครับ ช่วยประยัดเงินได้อีกเยอะ

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

การลดต้นทุนในการกลั่นน้ำมันกฤษณา

น้ำมันกฤษณานั้นเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าจากไม้กฤษณาที่ไม่เคยเสื่อมความนิยม อีกทั้งในปัจจุบัน ผู้บริโภคแถบตะวันตกอย่างุโรปและอเมริกาได้หันมาใช้น้ำมันกฤษณาในการผลิตน้ำหอมเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมาก ทำให้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการกลั่นน้ำมันกฤษณากันอยู่ แม้ว่าไม้จากธรรมชาติที่เคยใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันจะลดน้อยถอยลงไป แต่ก็ยังคงมีไม้กฤษณาจากสวนป่าที่เกษตรกรปลูกเอาไว้ใช้ทดแทนอีกเป็นจำนวนมาก

แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้ผลิตน้ำมันกษณาก็คือต้นทุนการผลิตและราคาขายน้ำมันที่ไม่ค่อยจะสมดุลกันนัก ทำให้ผู้ผลิตหลายรายเกิดภาวะขาดทุนจนถึงขั้นเลิกกลั่นน้ำมันกฤษณา ทั้งนี้มีปัจจัยมาจากราคาของวัตถุดิบที่สูงแต่ไม่สามารถให้ผลผลิตที่คุ้มค่า และต้นทุนอื่นๆอย่างเช่นค่าเชื้อเพลิง ค่าถาวรวัตถุในการสร้างโรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น

หม้อกลั่นแบบนี้มีราคาสูงมาก และระบบต่างๆก็ลงทุนสูงเช่นกัน


ชุดกลั่นแบบนี้ลงทุนระบบสูงมาก และระบบน้ำหล่อเย็นก็ต้องมีขนาดใหญ่ภายนอกอาคาร


เดิมทีนั้นต้นทุนในการผลิตน้ำมันกฤษณามีดังนี้

- ค่าหม้อกลั่นพร้อมอุปกรณ์ควบแน่น                                    30,000 - 40,000 บาท
- ค่าก่อสร้างโรงเรือน หรือชุดเตาสำหรับวางหม้อกลั่น         20,000                บาท
- ค่าระบบหล่อเย็น                                                                 10,000               บาท
- ค่าอุปกรณ์เชื้อเพลิงเช่นชุดเตาแก๊ส                                     7,000                บาท
- ค่าอุปกรณ์ในการดักเก็บน้ำมัน                                             2,000                บาท
- ค่าวัตถุดิบในการกลั่น (ไม้บด)                                             1,200-4,500     บาท/ชุด

นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดก็อยู่ที่ประมาณ         70,200 - 83,500 บาท ต่อ 1 ชุด

ผมจึงได้พยายามทดลองหาวิธีการในการกลั่นน้ำมันกฤษณาเพื่อลดต้นทุนในการผลิต อีกทั้งยังจะช่วยส่งเสริมให้กับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้นำมาพัฒนาและทำได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องไปซื้อหาวัสดุราคาแพงเพื่อกลั่นน้ำมันกฤษณา ซึ่งวัสดุที่ผมใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ใกล้ตัวในครัวเรือนดังนี้

- หม้อกลั่นเป็นระบบนึ่ง แยกเป็น
       - หม้อต้มน้ำ ใช้หม้อแขกขนาด 60 ซม.                                      2,600 บาท
       - หม้อนึ่งขนมจีบซาลาเปาขนาด 60 ซม.                                    2,250 บาท
- งวงสำหรับควบแน่น ยาว 160 ซม. จ้างร้านทำสเตนเลสทำให้           600 บาท
- ถังน้ำหล่อเย็น ซื้อถังน้ำพลาสติก 2 ถัง                                              120 บาท
- ปั๊มน้ำหมุนเวียนสำหรับหล่อเย็น ใช้ปั๊มตู้ปลา 2 อัน                            500 บาท
- ชุดเตาแก๊สพร้อมถัง                                                                        5,000  บาท
- ผ้าสำหรับชุบน้ำหล่อเย็น ฟรี หาได้ตามตู้เสื้อผ้า
- ขวดดักเก็บน้ำมัน ฟรี เอาไปให้ร้านกระจกเจาะรูให้
- อุปกรณ์วาล์วและสายยางต่างๆ                                                      200 บาท
- วัตถุดิบ (ไม้บด) ฟรี ผมมีเองครับ หรือจะให้เท่าๆกันก็อยู่ที่          1,200 - 4,500 บาท/ชุด

สรุปต้นทุนอยู่ที่ประมาณ                                        12,470 - 15,770 บาท ต่อ 1 ชุด พร้อมกลั่นได้เลย


ผลที่ได้คือ

น้ำที่หยดอยู่บนพื้นนั้นหกออกมาจากถังครับ ไม่ใช่การรั่วจากขวด

ชุดควบแน่นทำจากระบบตู้ปลา ง่ายและราคาถูก
โดยการปั๊มน้ำขึ้นไปบนผ้าแล้วปล่อยให้ไหลย้อนกลับลงถัง

น้ำมันที่ได้หลังจากเริ่มติดเตากลั่นไปได้ 3 ชั่วโมง

วัตถุดิบที่นำมากลั่นน้ำมัน

ก่อนบดเป็นผง

กากที่เหลือจากการกลั่นจะนำมาทำธูปส่งขายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ธูปหลอดขนาด 6 มม.

ธูปญี่ปุ่นขนาด 2 มม.

ธูปแบบนี้ขายดีมาก

สาเหตุที่ผมเลือกใช้ระบบนึ่งแทนที่การต้มกลั่นก็เพราะในการต้มกลั่นน้ำมันนั้นจะเกิดการสูญเสียน้ำมันส่วนหนึ่งไปกับน้ำในหม้อต้ม แต่การนึ่งนั้น ไอน้ำจะผ่านผงไม้แล้วนำเอาละอองน้ำมันออกมาพร้อมกันโดยไม่ต้องไปแขวนลอยอยู่กับน้ำเช่นการต้ม ทำให้ได้ปริมาณน้ำมันที่มากกว่ากันดดยใช้วุตถุดิบน้อยกว่า คือ ในการต้มกลั่นนั้นใช้ผงไม้ประมาณ 15-20 กิโลกรัม เป็นวัตถุดิบ แต่สำหรับการนึ่งนั้น ใช้ผงไม้เพียงแค่ 7-10 กิโลกรัมเท่านั้น โดยใช้เวลาในการกลั่นต่อชุดประมาณ 3-4 วัน ขณะที่การต้มกลั่นนั้นต้องใช้เวลานาน 1-2 สัปดาห์ ทำให้เกิดการสูญเสียเชื้อเพลิงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

หากผู้ใดสนใจสอบถามเรื่องการกลั่นระบบนึ่งเพื่อนำไปพัฒนาใช้ด้วยตนเอง
สามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 081-9979389 (+66-81-9979389) วิศวะ  ศรีเพ็ชรกล้า (Witsawa  Sripetkla)
หรือที่อีเมล   witsawa1@yahoo.com 

หากท่านใดสะดวกในการเดินทางก็สามารถเข้ามาชมได้ที่ ศูนย์เรียนรู้เรื่องไม้กฤษณา อ.เวียงชัย จ.เชียงราย  สำนักงานเปิดทุกวัน 8.00-17.00 น. ครับ







วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

เรซินจากไม้กฤษณา บริสุทธิ์ 100% (100% Pure Agarwood Resin)

Agarwood Oleoresin หรือยางชันเข้มข้นที่สกัดจากไม้กฤษณาโดยกระบวนการที่บริสุทธิ์และไม่มีสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆเจือปน และมีความถ่วงจำเพาะสูงจนจมน้ำ ถือเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพสูงที่สุดจากไม้กฤษณา ปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากมีความบริสุทธิ์สูง และกลิ่นที่หวานละมุนเช่นเดียวกับการจุดเผาไม้เกรด AAA SUPER จากธรรมชาติ อีกทั้งควันจากการเผาก็ไม่มีการแสบหรือระคายเคืองนัยน์ตาเนื่องจากไม่มีเซลลูโลส (เนื้อไม้) เจือปน หากจะมีก็เพียงจำนวนเล็กน้อยมากจากการเล็ดรอดออกมาจากฟิลเตอร์กรองในรูปของผงละอองเล็กๆเท่านั้น

ยางชันกฤษณาบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักมากและจมน้ำ

นำมาอัดทำเป็นพระก็ได้


นอกจากกลุ่มตลาดเครื่องหอมชั้นสูงแล้ว Agarwood Oleoresin ก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาดยาอีกด้วย จากคุณประโยชน์ทางยาหลายอย่าง ทำให้ราคาในตลาดประเทศจีนขยับขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละเฉียดล้านบาท แต่ก็ใช่ว่าจะขายได้ในราคานั้นเสมอไป เพราะเขาก็มีการแบ่งเกรดและความเข้มข้นของสารสำคัญเช่นเดียวกับตลาดยาทั่วไป ที่สำคัญผู้ขายจะต้องมีใบรับรองการทดสอบจากห้องแล็บมายืนยันด้วย

ยางชันกฤษณาบริสุทธิ์ที่ดีต้องมีสีดำและจะเปลี่ยนมาเป็นสีเขียวขี้ม้าเมื่อแช่น้ำ

ปัจจุบัน ได้มีพ่อค้าหัวใสแถบอินโดนีเซียและเวียตนาม ได้พากันเอายางมะตอยผสมกับน้ำมันกฤษณาและผงไม้กฤษณาบดละเอียด ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวมาหลอกขายให้กับผู้ซื้อชาวจีนและเกาหลี ทำให้ผู้ซื้อระวังกันค่อนข้างมาก การค้าผลิตผลชนิดนี้จึงไม่แพร่หลายมากนัก และเป็นผลทำให้ผู้ซื้อต่างๆเอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อกดราคาซื้อ จนทำให้ราคาของที่มาจากเวียตนามและอินโดนีเซียในท้องตลาด เหลือเพียงแค่หลักหมื่นปลายๆถึงหลักแสนต้นๆต่อกิโลกรัม

แต่หากผู้ผลิตสามารถพิสูจน์ได้โดยมีรายงานผลวิเคราะห์จากห้องแล็บมายืนยันความบริสุทธิ์ ก็จะยังคงสามารถขายได้ราคาสูง เพราะความต้องการของตลาดนั้นมีมาก เนื่องจากทุกวันนี้ ไม้กฤษณาเกรดสูงๆจากธรรมชาติได้หมดลงไปทุกวัน และไม้ที่ได้จากการปลูกก็ยังมีคุณภาพไม่เท่าเทียมกับไม้จากธรรมชาติ

ผลแล็บเทสต์
หลังจากสกัดและอยู่ตัวแล้วจะแข็งเหมือนก้อนหิน


แต่หากให้ความร้อนโดยการอบด้วยไมโครเวฟ 30 วินาทีก็จะอ่อนตัวแบบในภาพ


เมื่ออ่อนตัวแล้วก็สามารถปั้นขึ้นรูปได้ตามต้องการ
หากอยากให้แข็งตัวอีกครั้งก็เอาไปแช่ช่องฟรีซ
กรณีนี้ทำได้กับยางไม้กฤษณาเท่านั้น ใช้กับคนไม่ได้ผลครับ

ก้อนเพียงแค่นี้หนักเกือบครึ่งกิโลกรัม


ปริมาณแค่นี้สามารถเผาได้นานกว่า 15 นาที


สิ่งสำคัญที่สุดของสินค้าชนิดนี้คือความบริสุทธ์และปลอดภัยของกระบวนการผลิต ไร้สารเคมีแปลกปลอมใดๆเจือปน ที่สำคัญจะต้องไม่มีของต้องห้ามทางศาสนาเป็นองค์ประกอบหรือส่วนผสม 


วัตถุดิบที่นำมาสกัด



คัดเฉพาะคุณภาพของเรซินในเนื้อไม้สูงๆเท่านั้นเพื่อนำมาสกัดเรซิ่นชั้นดี



หากสนในสอบถามเกี่ยวกับยางชันกฤษณาบริสุทธิ์ (Agarwood Oleoresin) สามารถสอบถามเป็นการส่วนตัวได้ที่ เบอร์ 081-9979389   วิศวะ  ศรีเพ็ชรกล้า   หรือที่อีเมล  witsawa1@yahoo.com