วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

การลดต้นทุนในการกลั่นน้ำมันกฤษณา

น้ำมันกฤษณานั้นเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าจากไม้กฤษณาที่ไม่เคยเสื่อมความนิยม อีกทั้งในปัจจุบัน ผู้บริโภคแถบตะวันตกอย่างุโรปและอเมริกาได้หันมาใช้น้ำมันกฤษณาในการผลิตน้ำหอมเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมาก ทำให้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการกลั่นน้ำมันกฤษณากันอยู่ แม้ว่าไม้จากธรรมชาติที่เคยใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันจะลดน้อยถอยลงไป แต่ก็ยังคงมีไม้กฤษณาจากสวนป่าที่เกษตรกรปลูกเอาไว้ใช้ทดแทนอีกเป็นจำนวนมาก

แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้ผลิตน้ำมันกษณาก็คือต้นทุนการผลิตและราคาขายน้ำมันที่ไม่ค่อยจะสมดุลกันนัก ทำให้ผู้ผลิตหลายรายเกิดภาวะขาดทุนจนถึงขั้นเลิกกลั่นน้ำมันกฤษณา ทั้งนี้มีปัจจัยมาจากราคาของวัตถุดิบที่สูงแต่ไม่สามารถให้ผลผลิตที่คุ้มค่า และต้นทุนอื่นๆอย่างเช่นค่าเชื้อเพลิง ค่าถาวรวัตถุในการสร้างโรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น

หม้อกลั่นแบบนี้มีราคาสูงมาก และระบบต่างๆก็ลงทุนสูงเช่นกัน


ชุดกลั่นแบบนี้ลงทุนระบบสูงมาก และระบบน้ำหล่อเย็นก็ต้องมีขนาดใหญ่ภายนอกอาคาร


เดิมทีนั้นต้นทุนในการผลิตน้ำมันกฤษณามีดังนี้

- ค่าหม้อกลั่นพร้อมอุปกรณ์ควบแน่น                                    30,000 - 40,000 บาท
- ค่าก่อสร้างโรงเรือน หรือชุดเตาสำหรับวางหม้อกลั่น         20,000                บาท
- ค่าระบบหล่อเย็น                                                                 10,000               บาท
- ค่าอุปกรณ์เชื้อเพลิงเช่นชุดเตาแก๊ส                                     7,000                บาท
- ค่าอุปกรณ์ในการดักเก็บน้ำมัน                                             2,000                บาท
- ค่าวัตถุดิบในการกลั่น (ไม้บด)                                             1,200-4,500     บาท/ชุด

นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดก็อยู่ที่ประมาณ         70,200 - 83,500 บาท ต่อ 1 ชุด

ผมจึงได้พยายามทดลองหาวิธีการในการกลั่นน้ำมันกฤษณาเพื่อลดต้นทุนในการผลิต อีกทั้งยังจะช่วยส่งเสริมให้กับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้นำมาพัฒนาและทำได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องไปซื้อหาวัสดุราคาแพงเพื่อกลั่นน้ำมันกฤษณา ซึ่งวัสดุที่ผมใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ใกล้ตัวในครัวเรือนดังนี้

- หม้อกลั่นเป็นระบบนึ่ง แยกเป็น
       - หม้อต้มน้ำ ใช้หม้อแขกขนาด 60 ซม.                                      2,600 บาท
       - หม้อนึ่งขนมจีบซาลาเปาขนาด 60 ซม.                                    2,250 บาท
- งวงสำหรับควบแน่น ยาว 160 ซม. จ้างร้านทำสเตนเลสทำให้           600 บาท
- ถังน้ำหล่อเย็น ซื้อถังน้ำพลาสติก 2 ถัง                                              120 บาท
- ปั๊มน้ำหมุนเวียนสำหรับหล่อเย็น ใช้ปั๊มตู้ปลา 2 อัน                            500 บาท
- ชุดเตาแก๊สพร้อมถัง                                                                        5,000  บาท
- ผ้าสำหรับชุบน้ำหล่อเย็น ฟรี หาได้ตามตู้เสื้อผ้า
- ขวดดักเก็บน้ำมัน ฟรี เอาไปให้ร้านกระจกเจาะรูให้
- อุปกรณ์วาล์วและสายยางต่างๆ                                                      200 บาท
- วัตถุดิบ (ไม้บด) ฟรี ผมมีเองครับ หรือจะให้เท่าๆกันก็อยู่ที่          1,200 - 4,500 บาท/ชุด

สรุปต้นทุนอยู่ที่ประมาณ                                        12,470 - 15,770 บาท ต่อ 1 ชุด พร้อมกลั่นได้เลย


ผลที่ได้คือ

น้ำที่หยดอยู่บนพื้นนั้นหกออกมาจากถังครับ ไม่ใช่การรั่วจากขวด

ชุดควบแน่นทำจากระบบตู้ปลา ง่ายและราคาถูก
โดยการปั๊มน้ำขึ้นไปบนผ้าแล้วปล่อยให้ไหลย้อนกลับลงถัง

น้ำมันที่ได้หลังจากเริ่มติดเตากลั่นไปได้ 3 ชั่วโมง

วัตถุดิบที่นำมากลั่นน้ำมัน

ก่อนบดเป็นผง

กากที่เหลือจากการกลั่นจะนำมาทำธูปส่งขายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ธูปหลอดขนาด 6 มม.

ธูปญี่ปุ่นขนาด 2 มม.

ธูปแบบนี้ขายดีมาก

สาเหตุที่ผมเลือกใช้ระบบนึ่งแทนที่การต้มกลั่นก็เพราะในการต้มกลั่นน้ำมันนั้นจะเกิดการสูญเสียน้ำมันส่วนหนึ่งไปกับน้ำในหม้อต้ม แต่การนึ่งนั้น ไอน้ำจะผ่านผงไม้แล้วนำเอาละอองน้ำมันออกมาพร้อมกันโดยไม่ต้องไปแขวนลอยอยู่กับน้ำเช่นการต้ม ทำให้ได้ปริมาณน้ำมันที่มากกว่ากันดดยใช้วุตถุดิบน้อยกว่า คือ ในการต้มกลั่นนั้นใช้ผงไม้ประมาณ 15-20 กิโลกรัม เป็นวัตถุดิบ แต่สำหรับการนึ่งนั้น ใช้ผงไม้เพียงแค่ 7-10 กิโลกรัมเท่านั้น โดยใช้เวลาในการกลั่นต่อชุดประมาณ 3-4 วัน ขณะที่การต้มกลั่นนั้นต้องใช้เวลานาน 1-2 สัปดาห์ ทำให้เกิดการสูญเสียเชื้อเพลิงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

หากผู้ใดสนใจสอบถามเรื่องการกลั่นระบบนึ่งเพื่อนำไปพัฒนาใช้ด้วยตนเอง
สามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 081-9979389 (+66-81-9979389) วิศวะ  ศรีเพ็ชรกล้า (Witsawa  Sripetkla)
หรือที่อีเมล   witsawa1@yahoo.com 

หากท่านใดสะดวกในการเดินทางก็สามารถเข้ามาชมได้ที่ ศูนย์เรียนรู้เรื่องไม้กฤษณา อ.เวียงชัย จ.เชียงราย  สำนักงานเปิดทุกวัน 8.00-17.00 น. ครับ







วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

เรซินจากไม้กฤษณา บริสุทธิ์ 100% (100% Pure Agarwood Resin)

Agarwood Oleoresin หรือยางชันเข้มข้นที่สกัดจากไม้กฤษณาโดยกระบวนการที่บริสุทธิ์และไม่มีสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆเจือปน และมีความถ่วงจำเพาะสูงจนจมน้ำ ถือเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพสูงที่สุดจากไม้กฤษณา ปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากมีความบริสุทธิ์สูง และกลิ่นที่หวานละมุนเช่นเดียวกับการจุดเผาไม้เกรด AAA SUPER จากธรรมชาติ อีกทั้งควันจากการเผาก็ไม่มีการแสบหรือระคายเคืองนัยน์ตาเนื่องจากไม่มีเซลลูโลส (เนื้อไม้) เจือปน หากจะมีก็เพียงจำนวนเล็กน้อยมากจากการเล็ดรอดออกมาจากฟิลเตอร์กรองในรูปของผงละอองเล็กๆเท่านั้น

ยางชันกฤษณาบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักมากและจมน้ำ

นำมาอัดทำเป็นพระก็ได้


นอกจากกลุ่มตลาดเครื่องหอมชั้นสูงแล้ว Agarwood Oleoresin ก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาดยาอีกด้วย จากคุณประโยชน์ทางยาหลายอย่าง ทำให้ราคาในตลาดประเทศจีนขยับขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละเฉียดล้านบาท แต่ก็ใช่ว่าจะขายได้ในราคานั้นเสมอไป เพราะเขาก็มีการแบ่งเกรดและความเข้มข้นของสารสำคัญเช่นเดียวกับตลาดยาทั่วไป ที่สำคัญผู้ขายจะต้องมีใบรับรองการทดสอบจากห้องแล็บมายืนยันด้วย

ยางชันกฤษณาบริสุทธิ์ที่ดีต้องมีสีดำและจะเปลี่ยนมาเป็นสีเขียวขี้ม้าเมื่อแช่น้ำ

ปัจจุบัน ได้มีพ่อค้าหัวใสแถบอินโดนีเซียและเวียตนาม ได้พากันเอายางมะตอยผสมกับน้ำมันกฤษณาและผงไม้กฤษณาบดละเอียด ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวมาหลอกขายให้กับผู้ซื้อชาวจีนและเกาหลี ทำให้ผู้ซื้อระวังกันค่อนข้างมาก การค้าผลิตผลชนิดนี้จึงไม่แพร่หลายมากนัก และเป็นผลทำให้ผู้ซื้อต่างๆเอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อกดราคาซื้อ จนทำให้ราคาของที่มาจากเวียตนามและอินโดนีเซียในท้องตลาด เหลือเพียงแค่หลักหมื่นปลายๆถึงหลักแสนต้นๆต่อกิโลกรัม

แต่หากผู้ผลิตสามารถพิสูจน์ได้โดยมีรายงานผลวิเคราะห์จากห้องแล็บมายืนยันความบริสุทธิ์ ก็จะยังคงสามารถขายได้ราคาสูง เพราะความต้องการของตลาดนั้นมีมาก เนื่องจากทุกวันนี้ ไม้กฤษณาเกรดสูงๆจากธรรมชาติได้หมดลงไปทุกวัน และไม้ที่ได้จากการปลูกก็ยังมีคุณภาพไม่เท่าเทียมกับไม้จากธรรมชาติ

ผลแล็บเทสต์
หลังจากสกัดและอยู่ตัวแล้วจะแข็งเหมือนก้อนหิน


แต่หากให้ความร้อนโดยการอบด้วยไมโครเวฟ 30 วินาทีก็จะอ่อนตัวแบบในภาพ


เมื่ออ่อนตัวแล้วก็สามารถปั้นขึ้นรูปได้ตามต้องการ
หากอยากให้แข็งตัวอีกครั้งก็เอาไปแช่ช่องฟรีซ
กรณีนี้ทำได้กับยางไม้กฤษณาเท่านั้น ใช้กับคนไม่ได้ผลครับ

ก้อนเพียงแค่นี้หนักเกือบครึ่งกิโลกรัม


ปริมาณแค่นี้สามารถเผาได้นานกว่า 15 นาที


สิ่งสำคัญที่สุดของสินค้าชนิดนี้คือความบริสุทธ์และปลอดภัยของกระบวนการผลิต ไร้สารเคมีแปลกปลอมใดๆเจือปน ที่สำคัญจะต้องไม่มีของต้องห้ามทางศาสนาเป็นองค์ประกอบหรือส่วนผสม 


วัตถุดิบที่นำมาสกัด



คัดเฉพาะคุณภาพของเรซินในเนื้อไม้สูงๆเท่านั้นเพื่อนำมาสกัดเรซิ่นชั้นดี



หากสนในสอบถามเกี่ยวกับยางชันกฤษณาบริสุทธิ์ (Agarwood Oleoresin) สามารถสอบถามเป็นการส่วนตัวได้ที่ เบอร์ 081-9979389   วิศวะ  ศรีเพ็ชรกล้า   หรือที่อีเมล  witsawa1@yahoo.com

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การกระตุ้นไม้กฤษณาอายุน้อย

สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจจะปลูกไม้กฤษณา แต่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด มักจะมองว่า การปลูกต้นกฤษณาเพื่อเชิงพาณิชย์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน เพราะต้องรอให้ต้นโตได้ที่ ประมาณ 8-12 ปี จึงจะมีขนาดที่จะสามารถทำสารได้  แต่ในความเป็นจริงแล้วต้นกฤษณาอายุน้อยๆก็สามารถสร้างสารกฤษณาได้ดีไม่แพ้กัน อีกทั้งต้นกฤษณานั้นเป็นไม้ที่มักจะมีอัตราการยืนต้นตายเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น หรือประมาณ ปีที่ 3-5 ค่อนข้างสูง จึงเป็นการดีหากสามารถสร้างสารกฤษณาได้ในต้นที่อายุน้อยเช่นนี้ ผมจึงได้ทดลองปลูกต้นกฤษณาเอาไว้ที่บ้านที่บุรีรัมย์และเชียงราย เพื่อเป็นแปลงทดลอง

แปลงทดลองดังกล่าวนั้น ผมได้ปลูกกฤษณาเอาไว้ในระยะ 1x1 เมตร โดยทำการเจาะกระตุ้นเอาไว้ทุกต้นเมื่อเข้าปีที่ 3 และทำการตัดแปรรูปเป็นไม้ชิ้น โดยทำการตัดแบบต้นเว้นต้นเมื่อเข้าปีที่ 4 และตัดให้สูงจากพื้นประมาณ 80 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นไม้ได้แตกกิ่งใหม่โดยไม่ต้องปลูกทดแทน ผลปรากฏว่า ต้นกฤษณาที่ตัดออกมานั้นให้ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 600 กรัม ถึง 1 กิโลกรัมต่อต้น ส่วนต้นที่เว้นระยะเอาไว้ก็สามารถเติบโตต่อไปได้โดยปกติ

จากแนวคิดนี้ สามารถนำมาเพิ่มผลผลิตและหมุนเวียนรายได้รอบเร็วให้กับผู้ปลูกไม้กฤษณาโดยการกระชับระยะปลูกให้ใกล้ขึ้น และทำการกะตุ้นและแปรรูปออกไปขายเป็นรุ่นๆไป ดังตัวอย่างเช่น

พื้นที่ 1 ไร่ จากเดิม หาก ปลูกระยะ 4x4 เมตร จะได้ต้นไม้ไม่กี่ต้น และต้องรอหลายปีกว่าไม้จะโตจนเริ่มทำการกระตุ้นได้  แต่แนวคิดใหม่คือ

- 1 ไร่ ปลูก 1x1 เมตร = 1,600 ต้น

- เจาะกระตุ้นไว้ทุกต้นด้วยวิธีการสอดแท่งไม้แช่น้ำยาในปีที่ 3 (ลงทุนไม่มากนัก เพราะไม้ต้นเล็ก)

- ตัดแปรรูปหลังจากนั้นอีก 1 ปี โดยการตัดต้นเว้นต้น เพื่อให้ต้นไม้ในแนวอื่นๆได้เติบโตขึ้นมา

- เจาะกระตุ้นไม้ที่เหลือโดยทำการเจาะในบริเวณเนื้อขาวที่สร้างมาใหม่ ส่วนรอยกระตุ้นเดิมนั้นจะสามารถสะสมเป็นไม้กฤษณาเกรดดีๆได้เมื่อเก็บบ่มไว้นานขึ้น

- ทำการตัดแปรรูปได้ทุกปีเรือยๆ โดยที่ต้นเดิมที่เคยเก็บเกี่ยวไปก่อนหน้านั้นก็จะกลับมาเติบโตขึ้นและหมุนเวียนทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ







หากทำแบบนี้เกษตรกรก็จะสามารถมีรายได้จากการขายแก่นไม้ได้ภายใน 4 ปี และหลังจากนั้นก็จะมีรายรับต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอให้ไม้โตเช่นการปลูกแบบเดิม และก็ไม้ต้องปลูกใหม่ เพราะต้นไม้ที่ตัดไปก่อนหน้านี้จะโตหมุนเวียนไปเรื่อยๆ และเร็วกว่าการปลูกใหม่ เพราะระบบรากนั้นมีจำนวนที่มากและแข็งแรงกว่าต้นกล้าจากถุง

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การพัฒนาการกระตุ้นไม้กฤษณา

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ผมได้ทำการกระตุ้นไม้กฤษณาทั้งของตนเองและเพื่อนๆเกษตรกรโดยการใช้สว่านเจาะลำต้นและใส่สารกระตุ้นของผมเอง ลงไปในรูเจาะหลายๆวิธีโดยบ่มทิ้งไว้เป็นเวลา หนึ่งปีครึ่งถึงสองปี สังเกตุพบว่า

1. ต้นที่เจาะด้วยดอกสว่านขนาด 13 มิลลิเมตร

 ระยะห่างต่อรูเจาะ 15 เซนติเมตร โดยใส่สารกระตุ้นเต็มรูเจาะ เมื่อตัดตรวจหลังจากการกระตุ้นไปได้ 18 เดือน จะปรากฏการผุเป็นวงที่บริเวณลำต้น โดยนับจากระดับพื้นได้ประมาณ 120-150 เซ็นติเมตร สาเหตุมาจากการใส่สารที่เป็นของเหลวเข้าไปในรูเจาะโดยตรงและขนาดดอกสว่านที่ใหญ่ ทำให้ในแต่ละรูเจาะนั้นอุ้มปริมาณน้ำยาเป็นจำนวนมาก และน้ำยากระตุ้นมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อต้นไม้รุนแรง การเจาะล้อมลำต้นหลายๆรูแบบนี้จึงทำให้น้ำยาไปรวมกันภายในกลางลำต้นจากกระบวนการคายน้ำของต้นไม้ จึงทำให้เซลตายเป็นวงกว้าง



การสร้างสารกฤษณาจึงเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณรอบๆแผลและรอยผุเท่านั้น แต่ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่า 150 เซ็นติเมตรแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ผุเป็นวงกว้านเช่นนี้ แต่จะเป็นไม้ลูกขาดเสียส่วนใหญหากเป็นไม้ต้นใหญ่ แต่ในกรณีของต้นกฤษณาอายุประมาณ 6-8 ปี จะมีการสร้างสารกฤษณาเป็นแนวยาวไปตามกิ่งก้าน โดยต้นไม้ได้ดูดซับเอาน้ำยาและส่งขึ้นไปตามกิ่งโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงและการคายน้ำ



เมื่อได้ทำการตัดและแปรรูปออกมาแล้ว พบว่า เนื้อไม้ในบริเวณรอยผุและมีการแตกปริของลำต้น จะให้ผลผลิตและคุณภาพของกฤษณาได้ไม่ดีนัก ทั้งในเรื่องของความหนา , สี , รูปทรงและความเข้มข้นของปริมาณเรซินในเนื้อไม้


แต่ในส่วนที่ไม่ผุหรือเหนือขึ้นไปจากรอยผุและไม่มีการแตกปริของลำต้นหรือกิ่งนั้น จะให้ผลผลิตที่ดีกว่า


แต่อย่างไรก็ดี การเจาะด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่และใส่สารที่เป็นของเหลวเข้าไปในรูเจาะโดยตรง มักจะให้ผลผลิตออกมาค่อนข้างบางและเป็นรูปทรงหลอด การแปรรูปโดยการใช้สิ่งเหลาและล้วงใส้นั้นทำได้ค่อนข้างยาก จะทำให้มีต้นทุนค่าแรงที่สูง






ข้อดี

- ทำการกระตุ้นได้ง่าย และเร็ว ไม่ยุ่งยาก แค่เจาะและหยอดน้ำยา

ข้อเสีย

- ต้นไม้ผุและเปราะบาง หักง่าย
- ปริมาณผลผลิตไม่สูงเท่าที่ควร
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อในธรรมชาติและยืนตาย
- ต้นไม้ต้องมีกิ่งก้านและใบดกจึงจะให้ผลผลิตที่ดี
- รูปทรงของชิ้นไม้ที่ได้ไม่สวยงาม มักจะเป็นแผ่นหรือทรงหลอด
- เก็บบ่มต้นไม้ไว้ไม่ได้นาน เพราะเมื่อเกิดการแตกปริหรือหักของต้นไม้ จะทำให้มีการคืนตัวเป็นเนื้อไม้ได้รวดเร็ว


2. ต้นที่เจาะด้วยดอกสว่านขนาด 6 มิลลิเมตร

ระยะห่างต่อรูเจาะประมาณ 20 เซ็นติเมตร โดยหยอดน้ำยาเต็มรูเจาะ พบว่า ต้นไม่ไม่ผุป็นวงกว้างอย่างที่เจาะด้วยดอกสว่านขนาด 13 มิลลิเมตร การสร้างน้ำมันเป็นไปได้รวดเร็วและใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่าในการเก็บบ่มต้นไม้เพื่อแปรรูป แต่ก็ยังสามารถพบการผุของไส้ไม้ เนื่องจากน้ำยาเป็นของเหลว จึงสามารถถูกส่งขึ้นลงตามจังหวะการคายน้ำของต้นกฤษณา




เนื้อไม้ที่ได้จะมีความหนามากกว่าการเจาะด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่ และรูปทรงของไม้เมื่อแกะออกมาแล้ว พบว่ามีปริมาณผลผลิตที่มากกว่าและน้ำหนักเฉลี่ยต่อชิ้นดีกว่า






ข้อดี

- ไม้ไม่ผุเสียหายมาก
- ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก
- ไม้ที่ได้มีรูปทรงที่สวยงามตามที่ตลาดต้องการ ทำให้ได้ราคาขายที่ดีกว่า
- ต้นไม้มีความแข็งแรงกว่าการเจาะด้วยสว่านขนาดใหญ่ และมีความเสี่ยงต่องการตายจากการติดเชื้อน้อยลง

ข้อเสีย

- การหยอดน้ำยาลงในรูเจาะนั้นทำได้ยาก เพราะปากรูเจาะเล็ก มีการหกเลอะของน้ำยา ทำให้บริเวณปากรูเจาะผุเสียหายได้ และหากน้ำยาหกและเลียลงมาตามเปลือกจะทำให้เนื้อไม้บริเวณนั้นตายและแห้งไป ต้องทำด้วยความระมัดระวัง
- ใช้เวลานานขึ้นในการเจาะและหยอดน้ำยา


3. การเจาะด้วยสว่านและสอดด้วยแท่งไม้ไผ่แช่น้ำยากระตุ้น

วิธีนี้ได้พัฒนามาจากการสังเกตุเห็นการผุจากการหยอดน้ำยาโดยตรงเข้าไปในรูเจาะ จึงได้เปลี่ยนมาใช้ไม้ไผ่แช่น้ำยากระตุ้น แทนการหยอดลงไปในรูเจาะโดยตรง







ผลที่ได้พบว่า การผุเป็นวงของลำต้นไม่ปรากฏให้เห็นอีก และยังสามารถเจาะเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแนว ทำให้มีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ในแต่ละรูเจาะนั้นได้สร้างเนื้อกฤษณาเป็นปริมาณมากและเนื้อตายนั้นมีน้อยลง ทำให้การแปรรูปโดยใช้สิ่วเหลานั้นทำได้ง่ายขึ้น รูปทรงของผลผลิตก็ใกล้เคียงกับไม้ธรรมชาติ
ทดลองตัดมาตรวจหลังจากทำไว้ 6 เดือน


ในภาพเป็นไม้ที่ได้จากการสอดแท่งไม้แช่น้ำยาขนาด 10 มิลลิเมตร บ่มทิ้งไว้ 1 ปี

ไม้แช่น้ำยาขนาด 4 มิลลิเมตร บ่มไว้ 8 เดือน จากต้นไม้อายุ 4 ปี

ชิ้นไม้ที่ได้จะมีเนื้อที่หนากว่าและผุน้อยกว่าการเจาะแบบหยอดใส่สารมาก

ข้อดี

- สามารถทำได้ตั้งแต่ต่นไม้ยังเล็กๆ อายุประมาณ 3 ปีก็เริ่มทำได้แล้ว โดยเจาะเป็นเกลียวแล้วเก็บบ่มไว้ให้ต้นไม้โตขึ้นจึงเจาะเพิ่มในแนวเนื้อใหม่ รอยเจาะเดิมจะได้เกรดที่ดีขึ้นตามระยะเวลาที่เก็บบ่มต้นไม้
- ต้นไม้ไม่ผุเสียหายมาก
- สามารถเก็บบ่มต้นไม้ไว้ได้นานเท่าที่ต้องการหากต้องการบ่มให้เป็นไม้เกรดสูงๆ
- สามารถเจาะได้มากขึ้น ผลผลิตที่ได้มากขึ้น
- อากาศไม่สามารถเข้ารูได้ ทำให้ไม้มีเนื้อหนาและไม่คืนตัว
- รูปทรงสวยงามและราคาดี ขายได้ง่ายและคล่อง
- การเจาะกระตุ้นทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก
- ที่สำคัญที่สุดคือ คนที่ปลูกไม่มากนักก็สามารถสร้างรายได้จากต้นกฤษณาได้ในรูปของไม้ชิ้น แต่ต้องหัดแปรรูปด้วยตนเองจะดีที่สุด

ข้อเสีย

- ใช้เวลาในการเจาะกระตุ้นค่อนข้างมาก เพราะต้องคอบสอดแท่งไม้เข้ารูเจาะ
- แนวของการสร้างสารจะไม่ยาวเป็นแนวเหมือกับการหยอดน้ำยา
- การแปรรูปโดยการสิ่วนั้นค่อนข้างยากเพราะชิ้นเล็กลงและมียอดเป็นหนามเป็นเตยมากขึ้น



สำหรับผู้ที่สนใจใช้กระบวนการกระตุ้นโดยการใช้แท่งไม้ไผ่ สามารถติดต่อได้ที่

โทรศัพท์ 081-9979389 , 080-7181412 , 089-6012411

หรือ อีเมล  witsawa1@yahoo.com