วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การกระตุ้นไม้กฤษณาอายุน้อย

สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจจะปลูกไม้กฤษณา แต่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด มักจะมองว่า การปลูกต้นกฤษณาเพื่อเชิงพาณิชย์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน เพราะต้องรอให้ต้นโตได้ที่ ประมาณ 8-12 ปี จึงจะมีขนาดที่จะสามารถทำสารได้  แต่ในความเป็นจริงแล้วต้นกฤษณาอายุน้อยๆก็สามารถสร้างสารกฤษณาได้ดีไม่แพ้กัน อีกทั้งต้นกฤษณานั้นเป็นไม้ที่มักจะมีอัตราการยืนต้นตายเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น หรือประมาณ ปีที่ 3-5 ค่อนข้างสูง จึงเป็นการดีหากสามารถสร้างสารกฤษณาได้ในต้นที่อายุน้อยเช่นนี้ ผมจึงได้ทดลองปลูกต้นกฤษณาเอาไว้ที่บ้านที่บุรีรัมย์และเชียงราย เพื่อเป็นแปลงทดลอง

แปลงทดลองดังกล่าวนั้น ผมได้ปลูกกฤษณาเอาไว้ในระยะ 1x1 เมตร โดยทำการเจาะกระตุ้นเอาไว้ทุกต้นเมื่อเข้าปีที่ 3 และทำการตัดแปรรูปเป็นไม้ชิ้น โดยทำการตัดแบบต้นเว้นต้นเมื่อเข้าปีที่ 4 และตัดให้สูงจากพื้นประมาณ 80 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นไม้ได้แตกกิ่งใหม่โดยไม่ต้องปลูกทดแทน ผลปรากฏว่า ต้นกฤษณาที่ตัดออกมานั้นให้ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 600 กรัม ถึง 1 กิโลกรัมต่อต้น ส่วนต้นที่เว้นระยะเอาไว้ก็สามารถเติบโตต่อไปได้โดยปกติ

จากแนวคิดนี้ สามารถนำมาเพิ่มผลผลิตและหมุนเวียนรายได้รอบเร็วให้กับผู้ปลูกไม้กฤษณาโดยการกระชับระยะปลูกให้ใกล้ขึ้น และทำการกะตุ้นและแปรรูปออกไปขายเป็นรุ่นๆไป ดังตัวอย่างเช่น

พื้นที่ 1 ไร่ จากเดิม หาก ปลูกระยะ 4x4 เมตร จะได้ต้นไม้ไม่กี่ต้น และต้องรอหลายปีกว่าไม้จะโตจนเริ่มทำการกระตุ้นได้  แต่แนวคิดใหม่คือ

- 1 ไร่ ปลูก 1x1 เมตร = 1,600 ต้น

- เจาะกระตุ้นไว้ทุกต้นด้วยวิธีการสอดแท่งไม้แช่น้ำยาในปีที่ 3 (ลงทุนไม่มากนัก เพราะไม้ต้นเล็ก)

- ตัดแปรรูปหลังจากนั้นอีก 1 ปี โดยการตัดต้นเว้นต้น เพื่อให้ต้นไม้ในแนวอื่นๆได้เติบโตขึ้นมา

- เจาะกระตุ้นไม้ที่เหลือโดยทำการเจาะในบริเวณเนื้อขาวที่สร้างมาใหม่ ส่วนรอยกระตุ้นเดิมนั้นจะสามารถสะสมเป็นไม้กฤษณาเกรดดีๆได้เมื่อเก็บบ่มไว้นานขึ้น

- ทำการตัดแปรรูปได้ทุกปีเรือยๆ โดยที่ต้นเดิมที่เคยเก็บเกี่ยวไปก่อนหน้านั้นก็จะกลับมาเติบโตขึ้นและหมุนเวียนทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ







หากทำแบบนี้เกษตรกรก็จะสามารถมีรายได้จากการขายแก่นไม้ได้ภายใน 4 ปี และหลังจากนั้นก็จะมีรายรับต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องรอให้ไม้โตเช่นการปลูกแบบเดิม และก็ไม้ต้องปลูกใหม่ เพราะต้นไม้ที่ตัดไปก่อนหน้านี้จะโตหมุนเวียนไปเรื่อยๆ และเร็วกว่าการปลูกใหม่ เพราะระบบรากนั้นมีจำนวนที่มากและแข็งแรงกว่าต้นกล้าจากถุง

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การพัฒนาการกระตุ้นไม้กฤษณา

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ผมได้ทำการกระตุ้นไม้กฤษณาทั้งของตนเองและเพื่อนๆเกษตรกรโดยการใช้สว่านเจาะลำต้นและใส่สารกระตุ้นของผมเอง ลงไปในรูเจาะหลายๆวิธีโดยบ่มทิ้งไว้เป็นเวลา หนึ่งปีครึ่งถึงสองปี สังเกตุพบว่า

1. ต้นที่เจาะด้วยดอกสว่านขนาด 13 มิลลิเมตร

 ระยะห่างต่อรูเจาะ 15 เซนติเมตร โดยใส่สารกระตุ้นเต็มรูเจาะ เมื่อตัดตรวจหลังจากการกระตุ้นไปได้ 18 เดือน จะปรากฏการผุเป็นวงที่บริเวณลำต้น โดยนับจากระดับพื้นได้ประมาณ 120-150 เซ็นติเมตร สาเหตุมาจากการใส่สารที่เป็นของเหลวเข้าไปในรูเจาะโดยตรงและขนาดดอกสว่านที่ใหญ่ ทำให้ในแต่ละรูเจาะนั้นอุ้มปริมาณน้ำยาเป็นจำนวนมาก และน้ำยากระตุ้นมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อต้นไม้รุนแรง การเจาะล้อมลำต้นหลายๆรูแบบนี้จึงทำให้น้ำยาไปรวมกันภายในกลางลำต้นจากกระบวนการคายน้ำของต้นไม้ จึงทำให้เซลตายเป็นวงกว้าง



การสร้างสารกฤษณาจึงเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณรอบๆแผลและรอยผุเท่านั้น แต่ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่า 150 เซ็นติเมตรแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ผุเป็นวงกว้านเช่นนี้ แต่จะเป็นไม้ลูกขาดเสียส่วนใหญหากเป็นไม้ต้นใหญ่ แต่ในกรณีของต้นกฤษณาอายุประมาณ 6-8 ปี จะมีการสร้างสารกฤษณาเป็นแนวยาวไปตามกิ่งก้าน โดยต้นไม้ได้ดูดซับเอาน้ำยาและส่งขึ้นไปตามกิ่งโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงและการคายน้ำ



เมื่อได้ทำการตัดและแปรรูปออกมาแล้ว พบว่า เนื้อไม้ในบริเวณรอยผุและมีการแตกปริของลำต้น จะให้ผลผลิตและคุณภาพของกฤษณาได้ไม่ดีนัก ทั้งในเรื่องของความหนา , สี , รูปทรงและความเข้มข้นของปริมาณเรซินในเนื้อไม้


แต่ในส่วนที่ไม่ผุหรือเหนือขึ้นไปจากรอยผุและไม่มีการแตกปริของลำต้นหรือกิ่งนั้น จะให้ผลผลิตที่ดีกว่า


แต่อย่างไรก็ดี การเจาะด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่และใส่สารที่เป็นของเหลวเข้าไปในรูเจาะโดยตรง มักจะให้ผลผลิตออกมาค่อนข้างบางและเป็นรูปทรงหลอด การแปรรูปโดยการใช้สิ่งเหลาและล้วงใส้นั้นทำได้ค่อนข้างยาก จะทำให้มีต้นทุนค่าแรงที่สูง






ข้อดี

- ทำการกระตุ้นได้ง่าย และเร็ว ไม่ยุ่งยาก แค่เจาะและหยอดน้ำยา

ข้อเสีย

- ต้นไม้ผุและเปราะบาง หักง่าย
- ปริมาณผลผลิตไม่สูงเท่าที่ควร
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อในธรรมชาติและยืนตาย
- ต้นไม้ต้องมีกิ่งก้านและใบดกจึงจะให้ผลผลิตที่ดี
- รูปทรงของชิ้นไม้ที่ได้ไม่สวยงาม มักจะเป็นแผ่นหรือทรงหลอด
- เก็บบ่มต้นไม้ไว้ไม่ได้นาน เพราะเมื่อเกิดการแตกปริหรือหักของต้นไม้ จะทำให้มีการคืนตัวเป็นเนื้อไม้ได้รวดเร็ว


2. ต้นที่เจาะด้วยดอกสว่านขนาด 6 มิลลิเมตร

ระยะห่างต่อรูเจาะประมาณ 20 เซ็นติเมตร โดยหยอดน้ำยาเต็มรูเจาะ พบว่า ต้นไม่ไม่ผุป็นวงกว้างอย่างที่เจาะด้วยดอกสว่านขนาด 13 มิลลิเมตร การสร้างน้ำมันเป็นไปได้รวดเร็วและใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่าในการเก็บบ่มต้นไม้เพื่อแปรรูป แต่ก็ยังสามารถพบการผุของไส้ไม้ เนื่องจากน้ำยาเป็นของเหลว จึงสามารถถูกส่งขึ้นลงตามจังหวะการคายน้ำของต้นกฤษณา




เนื้อไม้ที่ได้จะมีความหนามากกว่าการเจาะด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่ และรูปทรงของไม้เมื่อแกะออกมาแล้ว พบว่ามีปริมาณผลผลิตที่มากกว่าและน้ำหนักเฉลี่ยต่อชิ้นดีกว่า






ข้อดี

- ไม้ไม่ผุเสียหายมาก
- ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก
- ไม้ที่ได้มีรูปทรงที่สวยงามตามที่ตลาดต้องการ ทำให้ได้ราคาขายที่ดีกว่า
- ต้นไม้มีความแข็งแรงกว่าการเจาะด้วยสว่านขนาดใหญ่ และมีความเสี่ยงต่องการตายจากการติดเชื้อน้อยลง

ข้อเสีย

- การหยอดน้ำยาลงในรูเจาะนั้นทำได้ยาก เพราะปากรูเจาะเล็ก มีการหกเลอะของน้ำยา ทำให้บริเวณปากรูเจาะผุเสียหายได้ และหากน้ำยาหกและเลียลงมาตามเปลือกจะทำให้เนื้อไม้บริเวณนั้นตายและแห้งไป ต้องทำด้วยความระมัดระวัง
- ใช้เวลานานขึ้นในการเจาะและหยอดน้ำยา


3. การเจาะด้วยสว่านและสอดด้วยแท่งไม้ไผ่แช่น้ำยากระตุ้น

วิธีนี้ได้พัฒนามาจากการสังเกตุเห็นการผุจากการหยอดน้ำยาโดยตรงเข้าไปในรูเจาะ จึงได้เปลี่ยนมาใช้ไม้ไผ่แช่น้ำยากระตุ้น แทนการหยอดลงไปในรูเจาะโดยตรง







ผลที่ได้พบว่า การผุเป็นวงของลำต้นไม่ปรากฏให้เห็นอีก และยังสามารถเจาะเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแนว ทำให้มีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ในแต่ละรูเจาะนั้นได้สร้างเนื้อกฤษณาเป็นปริมาณมากและเนื้อตายนั้นมีน้อยลง ทำให้การแปรรูปโดยใช้สิ่วเหลานั้นทำได้ง่ายขึ้น รูปทรงของผลผลิตก็ใกล้เคียงกับไม้ธรรมชาติ
ทดลองตัดมาตรวจหลังจากทำไว้ 6 เดือน


ในภาพเป็นไม้ที่ได้จากการสอดแท่งไม้แช่น้ำยาขนาด 10 มิลลิเมตร บ่มทิ้งไว้ 1 ปี

ไม้แช่น้ำยาขนาด 4 มิลลิเมตร บ่มไว้ 8 เดือน จากต้นไม้อายุ 4 ปี

ชิ้นไม้ที่ได้จะมีเนื้อที่หนากว่าและผุน้อยกว่าการเจาะแบบหยอดใส่สารมาก

ข้อดี

- สามารถทำได้ตั้งแต่ต่นไม้ยังเล็กๆ อายุประมาณ 3 ปีก็เริ่มทำได้แล้ว โดยเจาะเป็นเกลียวแล้วเก็บบ่มไว้ให้ต้นไม้โตขึ้นจึงเจาะเพิ่มในแนวเนื้อใหม่ รอยเจาะเดิมจะได้เกรดที่ดีขึ้นตามระยะเวลาที่เก็บบ่มต้นไม้
- ต้นไม้ไม่ผุเสียหายมาก
- สามารถเก็บบ่มต้นไม้ไว้ได้นานเท่าที่ต้องการหากต้องการบ่มให้เป็นไม้เกรดสูงๆ
- สามารถเจาะได้มากขึ้น ผลผลิตที่ได้มากขึ้น
- อากาศไม่สามารถเข้ารูได้ ทำให้ไม้มีเนื้อหนาและไม่คืนตัว
- รูปทรงสวยงามและราคาดี ขายได้ง่ายและคล่อง
- การเจาะกระตุ้นทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก
- ที่สำคัญที่สุดคือ คนที่ปลูกไม่มากนักก็สามารถสร้างรายได้จากต้นกฤษณาได้ในรูปของไม้ชิ้น แต่ต้องหัดแปรรูปด้วยตนเองจะดีที่สุด

ข้อเสีย

- ใช้เวลาในการเจาะกระตุ้นค่อนข้างมาก เพราะต้องคอบสอดแท่งไม้เข้ารูเจาะ
- แนวของการสร้างสารจะไม่ยาวเป็นแนวเหมือกับการหยอดน้ำยา
- การแปรรูปโดยการสิ่วนั้นค่อนข้างยากเพราะชิ้นเล็กลงและมียอดเป็นหนามเป็นเตยมากขึ้น



สำหรับผู้ที่สนใจใช้กระบวนการกระตุ้นโดยการใช้แท่งไม้ไผ่ สามารถติดต่อได้ที่

โทรศัพท์ 081-9979389 , 080-7181412 , 089-6012411

หรือ อีเมล  witsawa1@yahoo.com





วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แนวโน้มน้ำมันกฤษณาช่วงปลายปี 2010

ช่วงหลายปีมานี้ ไม้กฤษณาจากธรรมชาติกำลังลดน้อยถอยลงไปทุกที ทำให้ราคาไม้เกรดดีๆจากธรรมชาติมีราคาสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลดีให้กับไม้กฤษณาจากแปลงปลูกด้วย เพราะทำให้มีผู้ซื้อหันมาซื้อหาไม้ที่ผลิตจากการปลูกกันมากขึ้น


ตรงกันข้ามกับน้ำมันกฤษณาที่มีราคาต่ำลงทุกวันอันเนื่องมาจากปริมาณน้ำมันในท้องตลาดที่มีมากขึ้นจากการปลูกและผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีน้ำมันไม้ธรรมชาติจากอินโดนีเซียและมาเลย์เซีย ซึ่งมีการเปิดป่าเป็นจำนวนนับแสนๆไร่เพื่อขยายการปลูกปาล์มน้ำมัน ทำให้มีน้ำมันกฤษณาธรรมชาติทะลักเข้ามาสู่ตลาดน้ำมัน และราคาถูกกว่าน้ำมันจากประเทศไทย จึงกลายเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ทำให้เกิดภาวะสินค้าเกินตลาด อันเป็นไปตามหลักอุปสงค์และอุปทาน ดังนั้น ช่วงนี้ หากท่านผู้ผลิตที่ไม่สามารถนำน้ำมันไปขายยังต่างประเทศเองได้หรือยังมีทุนเพียงพอ ก็ควรเก็บน้ำมันเอาไว้ขายในช่วงที่ราคาดีกว่านี้

ภาวะแนวโน้มของน้ำมันกฤษณาในช่วงเวลานี้ ความน่าสนใจอยู่ที่น้ำมันจากเขาใหญ่ซึ่งมีกลิ่นที่หอมหวานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว น้ำมันจากเขาใหญ่นี้ ไม่ว่าจะมาจากการปลูกและกระตุ้น หรือมาจากวัตถุดิบธรรมชาติ ก็ให้กลิ่นหอมหวานไม่ต่างกัน อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสายพันธุ์คราสน่า ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมเฉพาะถิ่นของย่านอินโดจีน ซึ่งคำว่าคราสน่า ก็เพี้ยนมาจากคำว่า "กฤษณา" นั่นเอง


ทั้งนี้ กลิ่นหอมหวานของน้ำมันจากเขาใหญ่มีความแตกต่างจากน้ำมันในสายพันธุ์คราสน่าจากที่อื่นๆอย่างสังเกตได้ชัด ทั้งจากเวียตนาม ลาว กัมพูชา หรือแม้แต่ที่ตราดและจันทบุรี โดยมีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมาจากปัจจัยในเรื่ององค์ประกอบของสภาพดินและน้ำทั้งจากแหล่งที่ตั้งอยู่ของต้นกฤษณาและน้ำที่ใช้กลั่น อันสอดคล้องกับแนวความคิดของคุณสมคิด แซ่เตียว และอีกหลายคนจากแหล่งกลั่นน้ำมันในนครนายกและปราจีนบุรี

ซึ่งจากกระแสของตลาดที่เริ่มหันกลับมาน้ำมันเขาใหญ่ ทำให้ผู้ผลิตน้ำมันเขาใหญ่มีโอกาสที่ดีสำหรับไม้ปลูก เพราะที่ผ่านมา น้ำมันจากไม้ปลูกย่านเขาใหญ่สามารถทำราคาได้ดีในช่วงเวลาที่น้ำมันจากที่อื่นๆราคาตกลง

**หมายเหตุ**

ข้อความในบทความส่วนหนึ่งแปลจากบทความจากต่างประเทศ

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การเกิดสารกฤษณา

ที่ผมจะเล่าถึงต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในเรื่องราวมากมายของไม้กฤษณา ไม้ที่บางคนกล่าวถึงในนาม “ของขวัญจากพระเจ้า” ผมใช้เวลาหลายปี หมดเงินทองไปก็มากมายกับการศึกษาไม้กฤษณา เดินทางเข้าป่าเข้าพงเพื่อหาไม้ป่ากับพรานกฤษณา พบปะผู้คนมากมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับไม้กฤษณา ทั้งคนไทย,จีน,ญี่ปุ่น ชาวอาหรับและฝรั่งอีกหลายต่อหลายคน ทั้งนี้ก็เพื่อศึกษาถึงความแตกต่างและความเหมือนของวัฒนธรรมการใช้ไม้กฤษณา และเรื่องตลาดซื้อขายไม้ของประเทศต่าง เพื่อเปรียบเทียบกับการซื้อขายไม้กฤษณาในบ้านเรา

ไม้กฤษณาและน้ำมันกฤษณาที่พบเห็นกันอยู่ในบ้านเราและตลาดต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่มาจากต้นกฤษณาเพียง 2 – 3 สายพันธุ์ จากพืชที่ให้สารกฤษณา ได้แก่ Aquilaria และสกุล Gyrinops ทั้ง 2 สกุลในธรรมชาติ ซึ่งส่วนมากมาจากอินเดียตะวันออก,บังคลาเทศลงมาถึงพม่า,จีน,ไทย, ลาว, เวียตนาม, กัมพูชา เรื่อยลงไปถึงคาบสมุทรมาลายู เช่นมาเลเซีย ,บรูไน ,ฟิลิปปินส์,อินโดนีเซียรวมไปถึงปาปัวนิวกินีและบอร์เนียว ที่ยังคงมีกฤษณาน้อย (Gyrinops) อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่ากฤษณากำลังจะหมดไปจากธรรมชาติ ปัจจุบัน ไซเตส ได้ขึ้นทะเบียนกฤษณาสายพันธุ์ Aquilaria malacchensis เป็นสายพันธุ์ที่ “เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการค้า” และสายพันธุ์ A. crassna เป็นสายพันธุ์ที่ “ใกล้สูญพันธุ์ในขั้นวิกฤติ” ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นั้นเป็นกฤษณาที่มีอยู่ในประเทศไทย โดย A. crassna นั้นเป็นไม้พื้นเมืองที่มีถิ่นฐานอยู่ในตอนบนของประเทศ ตั้งแต่ภาคอีสานไปจนถึงภาคเหนือ และสายพันธุ์Aquilaria malacchensis เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในภาคใต้ของประเทศ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันทางกายภาพอย่างมากกับสายพันธุ์ A. agollocha ในอินเดียและพม่า จนเกิดความสับสน ซึ่งความจริงแล้วทั้งสองสายพันธุ์เป็นสายพันธุ์เดียวกัน ในเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของกฤษณาเพราะไซเตส ขึ้นทะเบียน Aquilaria malacchensis เป็นสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการค้า แต่สายพันธุ์ A. agollocha นั้นไม่ได้ระบุเอาไว้ ทั้งที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน ทำให้ผู้ค้ากฤษณาหัวใสในต่างประเทศทำการค้าขายไม้กฤษณาสายพันธุ์ Aquilaria malacchensis ที่ได้มาจากการหาในธรรมชาติ โดยสวมชื่อสายพันธุ์เป็น A. agollocha ในแปลงปลูก

เรื่องน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของไม้กฤษณาคือการระบุชื่อสายพันธุ์ เช่นเมื่อไปถามเกษตรกรผู้ปลูกหรือพรานหาไม้กฤษณาป่าในประเทศลาว,เวียตนาม,ไทยหรือประเทศอื่นๆ ว่าไม้ที่เขาเหล่านั้นปลูกหรือหามานั้นเป็นสายพันธุ์อะไร มักจะได้คำตอบที่เป็นชื่อสถานที่ที่ไม้นั้นๆตั้งอยู่ ซึ่งไม่ใช่ชื่อสายพันธุ์สากลที่กำหนดเป็นภาษาละติน ทำให้ไม่สามารถทราบจำนวนที่แท้จริงของสายพันธุ์ไม้ว่ามีเหลืออยู่เท่าไร โดยเฉพาะอย่ายิ่งสายพันธุ์ A. crassna ที่ระบุว่าเป็นไม้พื้นเมืองของอินโดจีนซึ่งใกล้สูญพันธุ์ในขั้นวิกฤติ และมีรายงานเป็นเอกสารว่า เป็นสายพันธุ์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดและมีราคาแพงที่สุดนั้นมักจะมีชื่อเรียกตามถิ่นฐานมากกว่าสายพันธุ์ที่แท้จริง ดังเช่นในประเทศไทยที่เรียกพันธุ์ตราด,พันธุ์เขาใหญ่ หรือพันธุ์เหนือ ความเป็นจริงแล้วล้วนแต่เป็นสายพันธุ์ A. crassna ทั้งสิ้น

นอกจากจะได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกว่ากฤษณาเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ไม้กฤษณายังเป็นไม้ที่มีเสน่ห์ชวนให้หลงใหลและท้าทายเป็นอย่างยิ่ง กลิ่นที่หอมหวานนั้นนอกจากจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดแล้วยังสามารถดึงดูดผู้คนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลได้เช่นเดียวกันกับทองคำ เนื่องจากกฤษณาเป็นสินค้าที่มีมูลค่าราคาในตัวเองสูงมากพอๆกับทองคำ จนได้รับการขนานนามในตะวันออกกลางว่าเป็น “ทองคำสีดำ” เป็นเหตุให้เกิดการหาไม้กฤษณาออกจากป่ามาขายกันจนใกล้ที่จะสูญพันธุ์ในปัจจุบัน ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีสินค้ามากเพียงพอกับความต้องการของตลาดโลก

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเราสามารถพบหากฤษณาที่มีในธรรมชาติได้ในประเทศ ลาว,เวียตนามและกัมพูชา ซึ่งสาเหตุที่ยังคงมีกฤษณาในธรรมชาติหลงเหลืออยู่นั้นส่วนมากเป็นผลมาจากสงครามที่ทำให้ป่าบางพื้นที่นั้นเต็มไปด้วยกับระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทำให้พรานไม้ไม่กล้าเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวส่งผลให้ในภาคตะวันตกของกัมพูชานั้นยังคงหลงเหลือกฤษณาขนาดใหญ่อยู่ในปัจจุบัน ขณะที่บางประเทศเช่น ไทย,อินเดีย,บังคลาเทศหรือจีนนั้นยังคงพบเห็นตามธรรมชาติได้บ้างแต่ส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็นไม้ที่ได้รับการปลูกขึ้นในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นผลดีต่อการอนุรักษ์สายพันธุ์กฤษณาไม่ให้สูญพันธ์

ในธรรมชาตินั้น ต้นกฤษณาที่มีสภาพปกติจะไม่มีการสะสมของสารกฤษณา การเกิดสารกฤษณานั้นมักพบในกรณีที่เกิดบาดแผล,ความเครียดหรือความบกพร่องกับต้นไม้ แต่สารกฤษณานั้นก็จะหายไปในเวลาอันสั้นในช่วง 2 – 3 เดือนหากไม่มีการอักเสบของบาดแผลหรือเกิดความเครียดที่ต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อต้นกฤษณาเกิดบาดแผลไม่ว่าจะกิ่งหักตามธรรมชาติหรือเกิดจากการตัดฟันของมนุษย์ก็ตาม ต้นไม้จะหลั่งน้ำมันออกมาเพื่อปิดและรักษาบาดแผล หากเปรียบกับร่างกายของเราก็เหมือนกับน้ำเหลืองที่ออกมารักษาบาดแผล เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะกลายเป็นตกสะเก็ดและหลุดออกไปเหลือผิวหนังเป็นปกติ

ต้นกฤษณาก็เช่นเดียวกันเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง ( 2 – 3 เดือน ) หากไม่มีอะไรผิดปกติก็จะสามารถปิดปากแผลและกลับคืนเป็นเนื้อไม้ปกติเช่นเดิม นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ไม้กฤษณามีราคาแพงมาก เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในธรรมชาติ สำหรับไม้กฤษณาที่มีน้ำมันสะสมมากตามธรรมชาติ จากการตรวจสอบส่วนใหญ่มักจะพบว่า มีเชื้อราอยู่ในเนื้อไม้ที่เกิดน้ำมัน เป็นสาเหตุให้นักวิทยาศาสตร์หลายท่านที่สนใจในการเกิดสารกฤษณาลงความเห็นว่าสารกฤษณานั้นเกิดจากเชื้อรา ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการค้นพบว่า เชื้อราไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดสารกฤษณาในธรรมชาติ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเชื้อราก็มีส่วนร่วมในการเกิดกฤษณาตามธรรมชาติ โดยเชื้อรานั้นเข้ามาย่อยสลายเซลล์ที่ตายแล้วบริเวณบาดแผลของไม้กฤษณาซึ่งต้นไม้มีการหลั่งน้ำมันออกมารักษาแผลเป็นปกติอยู่แล้ว แต่เชื้อดังกล่าวกลับลุกลามไปย่อยเอาเซลที่ยังมีชีวิตต่อเนื่องไปด้วย ต้นไม้จึงเกิดการหลั่งน้ำมันต่อเนื่อง และเมื่อการติดเชื้อนั้นหยุดลงแล้ว ต้นไม้กลับได้สร้างแนวการสะสมน้ำมันเอาไว้และจะทำการสะสมต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนกว่าต้นไม้จะตาย โดยมากมักพบภายในลำต้นมากกว่าบริเวณผิวด้านนอก เพราะจากที่ผมเคยสังเกตมา ไม้ที่สัมผัสกับอากาศนั้นมักไม่ค่อยมีการสะสมน้ำมันจนกลายเป็นไม้เกรดดีๆ ส่วนใหญ่จะกลับคืนตัวกลายเป็นเปลือก

จากประสบการณ์ที่ผมเคยศึกษาค้นคว้าจากเอกสารทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมถึงการร่วมเข้าป่าหาไม้กฤษณากับพรานไม้ พบว่า ต้นกฤษณาบางต้นนั้นสามารถเกิดสารกฤษณาปริมาณมากมายโดยที่ไม่มีบาดแผลติดเชื้อราเลย แต่กลับเกิดการสะสมสารกฤษณาในปริมาณมากได้จากการถูกเถาวัลย์รัดเอาไว้เป็นเวลานานหลายปีจนกลายเป็นไม้เกรด ซุปเปอร์ ซึ่งมีราคาแพงมาก บางต้นเกิดจากการเสียดสีโดยแรงลมกับต้นไม้อื่นเป็นเวลานานๆ หรือเกิดจากน้ำที่ขังในโพรงหรือรูหนอนเจาะเป็นเวลานาน แม้บางช่วงเวลาน้ำจะแห้งไปแต่การเกิดแนวการหลั่งสารกฤษณาก็ยังคงดำเนินอยู่ ทำให้เข้าใจได้ว่า แท้จริงแล้วการหลั่งกฤษณานั้นเกิดจากการมีบาดแผลหรือความเครียดตามปกติอยู่แล้ว แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดการสะสมน้ำมันกฤษณาในเนื้อไม้ก็คือความเครียดหรือการอักเสบ ที่ต่อเนื่อง จนทำให้ต้นไม้เกิดการหลั่งกฤษณาออกมาเป็นเวลานานจนเกิดแนวการหลั่งน้ำมันต่อเนื่องนั่นเอง ถึงแม้บาดแผลหรือความเครียดที่เกิดต่อเนื่องนั้นได้หยุดหรือหายไปในภายหลังแต่แนวของการหลั่งน้ำมันยังคงอยู่และเกิดการสะสมน้ำมันกฤษณาในเนื้อไม้ต่อไป

จากความไม่เข้าใจในเรื่องการเกิดและสะสมสารกฤษณาดังกล่าว ทำให้เกิดความล้มเหลวในการพยายามสร้างไม้กฤษณาจากแปลงปลูก ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นกฤษณาอันเป็นการสร้างความเสื่อมศรัทธาในกระบวนการกระตุ้นให้เกิดสารกฤษณาของเกษตรกร จนมีเกษตรกรผู้ปลูกกฤษณาหลายรายทำการตัดโค่นไม้กฤษณาที่ตนเองปลูกไว้เป็นเวลาหลายปีเพื่อปลูกยางพาราหรือปาล์มน้ำมันซึ่งสามารถจับต้องผลสำเร็จได้ชัดเจนกว่าการปลูกกฤษณา เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะหากสามารถทำให้เกิดกฤษณาที่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ได้แล้วจะทำให้ประเทศชาติมีรายได้จากไม้กฤษณาต่อปีเป็นจำนวนเงินมหาศาล ดังนั้น เมื่อทราบถึงปัจจัยเหล่านี้แล้ว ผมจึงได้คิดค้นกระบวนการและเครื่องมือที่สามารถทำให้ต้นกฤษณาที่ปลูกในแปลงปลูกหลั่งน้ำมันออกมาในปริมาณมากและเร็วกว่าการเกิดและสะสมในธรรมชาติ เพื่อความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และเป็นการลดการหาไม้ป่าซึ่งตามธรรมชาตินั้นการสะสมน้ำมันนั้นใช้เวลาร่วม 100 ปี กว่าจะได้ไม้ดีๆสักชิ้น แต่กระบวนการที่ได้คิดค้นขึ้นมานั้น สามารถสร้างสารกฤษณาได้เป็นปริมาณมากในต้นกฤษณา คือทำให้ต้นกฤษณาหลั่งและสะสมกฤษณาได้ทั่วทั้งลำต้นโดยใช้เวลาเพียง 1 – 2 ปี ปกติแล้วกฤษณาสามารถสร้างสารกฤษณาได้ทุกส่วนของลำต้น ดังนั้นต้องทำให้ต้นกฤษณาหลั่งและสะสมสารกฤษณาได้ทั้งต้น ไม่เว้นแม้แต่กิ่งเล็กๆ เนื่องจากมูลค่าและราคาที่สูงของไม้กฤษณานั่นเอง