วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

ไม้กฤษณาแกะสลัก

มังกรแกะสลักจากไม้กฤษณา  ขนาดและรูปร่างตามสภาพไม้ที่เป็น วัตถุดิบ  ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 8,000 บาท ต่อชิ้น ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพและขนาดของไม้กฤษณาที่นำมาแกะสลัก

 
 
วัตถุดิบ
 
วัตถุดิบ
 









 
ติดต่อ  081-9979389  วิศวะ  ศรีเพ็ชรกล้าหรือที่อีเมล  witsawa1@yahoo.com

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รายงานภาวะตลาดสินค้าไม้หอมกฤษณา (Agarwood) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์


รายงานภาวะตลาดสินค้าไม้หอมกฤษณา (Agarwood) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สินค้า:  ไม้กฤษณาเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างจริงจังให้กับเกษตรกร จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรไทย ปัจจุบันมีการปลูกเป็นสวนป่า  มีกรรมวิธีใช้สารบังคับทำให้เกิดน้ำมัน หรือสารกฤษณานำไปกลั่นเป็นน้ำหอม  มีการจัดตั้งโรงกลั่นไม้กฤษณาในจังหวัดตราด และจันทบุรี   เพื่อส่งออกไปทั่วโลกแต่ตลาดหลักเป็นประเทศอาหรับภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์จากไม้หอมกฤษณาสูงมาก เช่น ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์   อิสราเอล ลิเบีย ฯลฯ   นอกจากนั้นยังมีการใช้น้ำมันกฤษณา ผงไม้   ผลิตผงธูป และไม้แก่น ในการทำยาสมุนไพร และทำกำยาน  ประเทศยุโรปใช้น้ำมันกฤษณาเป็นหัวเชื้อน้ำหอม และที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการใช้น้ำมันกฤษณาเป็นตัวยารักษามะเร็งในลำไส้ กระเพาะอาหาร และมะเร็งในตับ  

            ในรายงานฉบับนี้จะกล่าวครอบคลุมเฉพาะไม้หอมกฤษณา (Agarwood) เป็นเศษ /ชิ้น (HS. :  1211) ต้น/ส่วนของต้นไม้สำหรับใช้ทำน้ำหอม ยา และอื่นๆจากกลุ่มข้างต้น ประเทศแถบอ่าวอาระเบียนเรียก Oudh และเป็นตลาดใหญ่ทั้งเพื่อนำเข้าและส่งออกต่อ (Re-export)

 

1.       ภาวะตลาด :

1.1 การนำเข้าของยูเออี: จากสถิติการนำเข้าของล่าสุดที่แสดงมูลค่าการนำเข้าของกลุ่มสินค้าข้างต้นดังนี้

ปี 2551 มูลค่า 18.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ 4,982 ตัน

ปี 2552 มูลค่า 20.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ 4,731 ตัน ขยายตัวในเชิงมูลค่า 9.0%

ปี 2553 มูลค่า 21.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ 5,296 ตันขยายตัวในเชิงมูลค่า 6.8%

     มูลค่านำเข้ามากน้อยจากประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ออสเตรเลีย โอมาน

      อียิปต์ สหรัฐฯ ซีเรีย และจีน   ตามลำดับ  (รายละเอียดปรากฏตามสถิติแนบ)

      1.2. การนำเข้าจากไทย:

ปี 2551 มูลค่า 299,754 เหรียญสหรัฐ สัดส่วนตลาด 1.6%

ปี 2552 มูลค่า 354,384 เหรียญสหรัฐ สัดส่วนตลาด 1.7% ขยายตัวในเชิงมูลค่า 18.2%

ปี 2553 มูลค่า 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนตลาด 5.6%  ขยายตัวในเชิงมูลค่า 244.0%

2.       การผลิตในประเทศ  :  ไม่มีการผลิตในประเทศ  แต่มีโรงงานผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง สเปรย์ดับกลิ่น และกระดาษทิชชูนำเข้าชิ้นไม้หอม /เศษไม้หอมเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้า เศษไม้อัดแท่งเป็นกำยาน

 

3.  การส่งออกต่อ (Re-export)   : ยูเออีมีรัฐดูไบเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไม้/ส่วนของต้นไม้สำหรับใช้ทำน้ำหอม ยา และอื่นๆ ตลอดปีมีพ่อค้าจากประเทศอาหรับอิ่นๆและจากกลุ่มประเทศอัฟริกาเข้าไปเลือกซื้อสินค้า ยูเออีส่งออกต่อสินค้ากลุ่มนี้ทั้งสิ้นเมื่อปี 2553 ปริมาณ 1,579 ตัน มูลค่า 5.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยส่งออกไปประเทศอิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย คูเวต ฮ่องกง อัลจีเรีย บาห์เรน ซูดาน และกาตาร์ 

 4.  ช่องทางการนำเข้าสู่ตลาด  : มีบริษัทขนาดใหญ่นำเข้าไม้หอม น้ำมันและผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายผ่านOutlet ที่ตั้งอยู่ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ นอกจากนั้นมีจำหน่ายในร้านค้าปลีกและ Kiosk อยู่ในแหล่งชุมชนทั่วไป การนำเข้าพอสรุปได้ดังนี้
         - ผู้นำเข้า                                    ร้อยละ  :           60                                      
         - ผู้ค้าปลีก                                  ร้อยละ  :           40

 5.  ฤดูกาลสั่งซื้อ ฤดูกาลจำหน่าย   :   ตลอดปี           

 6. การแข่งขัน : ไม้หอมจากรัฐอัสสัมอินเดียจัดว่าเป็นไม้หอมที่ดีกลิ่นนุ่มนวลที่สุด แต่ปัจจุบันไม่พบไม้หอมจากอินเดียนัก ส่วนใหญ่มักจะเป็นไม้หอมจากพม่าขนส่งผ่านรัฐอัสสัมของอินเดียเพื่อส่งออก นอกจากนั้นเป็นไม้หอมจากกัมพูชาที่ได้รับการยอมรับในยูเออีมาก ส่วนไม้หอมจากเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซียส่วนใหญ่ส่งออกผ่านสิงคโปร์ (ขณะนี้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางส่งออกต่อไม้หอมที่มีปริมาณและมูลค่าอันดับต้น)  มาเลเซีย  แต่กลิ่นไม้หอมจากอินโดนีเซียจะไม่นุ่มนวลเทียบกับของอินเดีย  นอกจากนั้นเป็นไม้หอมจากจีน และปาปัวนิวกีนี
เนื่องจากไม้หอมกฤษณาเป็นสินค้าควบคุมการส่งออก สินค้านี้บางส่วนส่งออกจากไทยไปดูไบ เป็นลักษณะ Cash & Carry โดยพ่อค้าจากดูไบมาเลือกซื้อสินค้าและขนกลับไปเอง หรือจัดส่งทางพัสดุไปรษณีย์ที่มีบริษัทรับจ้างขนส่งพิเศษ  บางครั้งมีพ่อค้าไทยลักลอบนำไม้หอมจากไทยไปจำหน่ายที่ดูไบ แต่หลายครั้งจึงถูกพ่อค้าดูไบกดราคา

            ปัจจุบันรัฐบาลยูเออีออกกฎหมายควบคุมการนำเข้าไม้กฤษณา ภายใต้บทบัญญัติ หรือ UAE’s Federal Law No.11. โดยผู้นำเข้าจะต้องมีหนังสือรับรอง CITES  ระบุสายพันธุ์ไม้หอม และยูเออีให้ความคุ้มครองไม้กฤษณาสายพันธุ์ Aquilaria (ยกเว้นสายพันธุ์  Aquilaria malaccensis) และสายพันธุ์ Gyrinops แสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่กักกันพืชสัตว์  

 7. สินค้าและราคา : ไม้หอมมีหลายคุณภาพและราคา ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันในเนื้อไม้สีและขนาดของไม้ ราคาไม้กฤษณากิโลกรัมละ 7,000-200,000 บาท น้ำมันกฤษณามีราคา 5,000-10,000 บาทต่อโตล่า   (Toula หน่วยวัดปริมาตร เท่ากับ  11.62 กรัมหรือ 12 ลูกบาศก์เซนติเมตร)  หากชิ้นใหญ่เป็นรูปต่างๆ เช่น รูปเขากวางอาจมีราคากิโลละหลายหมื่นเหรียญสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันพบหายากมาก  สินค้าที่จำหน่ายในตลาดขณะนี้เป็นไม้ Aquilaria, Gyrinops chips และเศษ/ผงไม้อัดก้อน (Bakhoor)

             ในตลาดยังมีไม้ปลอมหลอกขายผู้ซื้อ วิธีทำจะใช้ไม้กฤษณาคุณภาพต่ำเคลือบด้วยผงไม้ผสมกับแว๊กซ์หรือวัสดุเกาะแน่นเคลือบชั้นนอกแล้วผ่านกระบวนความร้อนให้เนื้อเสมอกัน อีกชนิดเป็นไม้ปลอมที่รู้จักในตลาดว่า “BMW”(black magic wood) วิธีทำจะใช้ไม้กฤษณาคุณภาพต่ำหรือไม้ชนิดอื่นชุบด้วยน้ำมันกฤษณาผสมกับแอลกอฮอล์ สำหรับใช้ซื้อขายในตลาดล่างมีราคาถูก สินค้าถูกซื้อไปใช้ในครัวเรือน อาทิ ใช้ควันเพื่อแต่งกลิ่นอาหาร เป็นต้น

 8.  ภาษีนำเข้าจากราคา CIF   :   ร้อยละ 5 จากราคาซีไอเอฟ 

 9. สิทธิพิเศษทางศุลกากร      : ไม่มี

 10.. เอกสารประกอบการนำเข้า  : Invoice, Certificate of Origin ประทับตรารับรองจากหอการค้าไทย และ Legalize จากสถานทูตประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในประเทศไทย Bill of Lading และ     Packing List

 11. กฏระเบียบอื่น ๆ :  ไม้หอมถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม้อนุรักษ์หายาก ภายใต้อนุสัญญา Convention on Trade in Endangered Species ของ Wild Fauna and Flora   (CITES) และประเทศยูเออีก็เป็นสมาชิก อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ the Federal Environment Agency, Ministry of Environment and Water  ดังนั้นการส่งออกและนำเข้าไม้หอมนี้จะต้องมีใบรับรอง CITES แสดง จากประเทศไทยที่จะต้องได้รับอนุญาตจากกรมอุทธยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ที่ยูเออีจะต้องได้รับอนุญาตจาก Ministry of Environment and Water  และโดยมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานศุลกากรและหน่วยงานกักกันพืชสัตวเป็นผู้ปฎิบัติใช้ตรวจสอบการนำเข้าส่งออก

 12. สรุป :
 
1.  ไม้กฤษณาจากธรรมชาติมีราคาสูงขึ้นเพราะมีจำนวนลดเหลือน้อยมาก ทำให้ผู้ซื้อหันมาซื้อไม้กฤษณาจากสวนป่าซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวมาผลิตเป็นน้ำมันกฤษณาได้มากขึ้น จนทำให้ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดมีราคาถูกลง

2. บริษัทจำหน่ายไม้กฤษณาและผู้ผลิตสินค้าจากไม้กฤษณารายสำคัญของยูเออี มีสวนป่าปลูกไม้กฤษณาประมาณ 3 ล้านต้น รวมทั้งสวนป่าในประเทศไทยเพื่อผลิตสินค้าสำหรับส่งออกไปตะวันออกกลาง  โดยเฉพาะตลาดซาอุดิอาระเบียเป็นตลาดใหญ่รองรับสินค้านี้

3. เพื่อสร้างความมั่นใจสินค้า ผู้นำเข้ารายใหญ่หรือโรงงานที่ผลิตสินค้าทำจากไม้หอม มักจะมีตัวแทนของบริษัทอยู่ในประเทศแหล่งนำเข้าไม้หอม เพื่อเลือกซื้อสินค้าและส่งให้บริษัทที่ดูไบ โดยเฉพาะในประเทศที่มีไม้กฤษณาธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่มาก เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย กัมพูชา เป็นต้น

4. นอกจากชิ้นไม้กฤษณาสำหรับใช้จุด ผงไม้อัดก้อน เศษ/ผงไม้ถูกนำเข้ามาขึ้นเพื่อสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง สบู่ ครีมทาผิวและอื่นๆ 

5. ปัจจุบันชาวอาหรับนิยมใช้น้ำมันกฤษณาปรุงแต่งร่างกายแทนน้ำหอมทั่วไปเนื่องจากมีกลิ่นติดทนนานอีกทั้งมีความสะดวก ส่วนชิ้นไม้หอมสำหรับใช้กลิ่นควันก็ยังใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น จุดให้เกิดกลิ่นหอมภายในบ้าน เพื่อใช้ในพิธีกรรม ไล่สิ่งชั่วร้าย ใช้ในงานเลี้ยงรับรองแขกสำคัญ

6. ด้วยลู่ทางการตลาดที่มีทิศทางสดใสดังกล่าว ประกอบกับไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพเพราะมีการปลูกสวนป่าไม้กฤษณาจำนวนมาก โดยเฉพาะสวนป่าบริเวณเขาใหญ่ กลิ่นไม้เป็นที่ยอมรับในตลาด หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง คาดว่าไทยจะสามารถพัฒนาให้ไม้กฤษณาเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ   

***ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ กันยายน 2554




วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การตายจากโรครากเน่าโคนเน่า

โรครากเน่าและโคนเน่า


โรครากเน่าและโคนเน่า (Root and foot rot)
 
โรครากเน่าโคนเน่าเป็นโรคระบาดร้ายแรงสำหรับพืชล้มลุกและไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงสำหรับผู้ที่ปลูกกฤษณาและยางพารารวมถึงเกษตรกรที่ปลูกส้มและมะนาวด้วย
 
ลักษณะการระบาดจะเกิดมากในฤดูฝน หรือในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูงการติดต่อในแนวน้ำขังในสวนและแนวที่น้ำไหล ทำให้เกิดการตายเป็นหย่อม ในรัศมีเป็นวงกลม , ตายเป็นแถว หรือในบางกรณีอาจถึงขั้นตายยกสวน หากไม่มีการป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธี
 
ทั้งนี้ ในรอบสองถึงสามปีที่ผ่ามานี้เกิดการระบาดที่รุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตายของต้นกฤษณาและยางพาราในประเทศไปแล้วหลายแสนต้น ผมจึงได้นำเอาข้อมูลมาลงไว้ให้เกษตรกรได้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางป้องกันและแก้ไขต่อไป

สาเหตุของโรค

เกิดจากเชื้อรา Pythium aphanidermatum (Edson) Fitz และ Phytophthora palmivora (E.J. Butter) E.J. Butter


ลักษณะอาการของโรค
ในระยะต้นกล้า จะเกิดกับต้นกล้าอ่อน ทำให้ส่วนของลำต้นบริเวณผิวดินมีลักษณะฉ่ำน้ำแล้วยุบเป็นแถบ ๆ และตายในที่สุด (ลักษณะอาการเน่าคอดิน) ถ้าเป็นมาก ต้นจะหักพับบริเวณโคนต้นหรือเหี่ยวตาย
ในต้นโตแล้ว จะมีอาการเน่ารอบ ๆ ลำต้นเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ มีกลิ่นเหม็น รอยเน่าอาจจะขยายตัวขึ้นด้านบนของลำต้นหรือขยายลงส่วนราก ทำให้รากเน่าด้วย มีสีน้ำตาล
โรคที่เกิดกับกฤษณาต้นโต มักพบในแปลงที่ดินมีการระบายน้ำไม่ดี โดยเชื้อราจะเข้าทำลายรากแขนงและลุกลามไปยังรากแก้ว และระบบรากทั้งต้น ทำให้รากเน่าเปื่อยเป็นสีน้ำตาลหลุดขาดได้ง่าย ต้นแคระแกรน ใบเหลือง ก้านใบลู่ลง และหลุดร่วงได้ง่าย ต้นกฤษณาจะเหลือใบยอดเป็นกระจุกและตายในที่สุด บริเวณโคนต้นจะเน่าชุ่มน้ำ มีสีน้ำตาลเยิ้มออกมา และต้นจะหักล้มพับบริเวณโคนต้นได้ง่าย โรคโคนเน่าและรากเน่าของกฤษณาต้นโต โดยทั่วไปจะเกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora
การแพร่ระบาด

เชื้อราพิเที่ยม และไฟท๊อพทอร่า เป็นเชื้อราที่แพร่กระจายในดินที่มีน้ำขัง หรือระบายน้ำไม่ดี โดยเชื้อราจะสร้างสปอร์ซึ่งว่ายไปตามน้ำได้และเข้าทำลายที่รากฝอยและลุกลาม ต่อไป
การป้องกันและกำจัด

1. ในสวนที่มีโรคนี้ระบาด ควรปลูกพืชอื่นทดแทน การปลูกซ้ำที่จะทำให้การระบาดของโรคมากขึ้น ต้นที่เป็นโรคต้องถอนและเผาทิ้งทันที
2. การเตรียมแปลงปลูก ต้องระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำขังแฉะ ควรเพาะกล้ากลางแดดจะทำให้ต้นกล้าแข็งแรง
3. คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยสารฆ่าเชื้อรา เช่น metalaxyl จะช่วยควบคุมโรค
4. การควบคุมโรครากเน่าและโคนเน่าในแปลงปลูกที่มีประวัติการเกิดโรคและการปลูกทดแทน โดยขุดดินบริเวณต้นที่ตายออกให้เป็นหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 ซม. แล้วนำดินจากแหล่งที่ไม่เคยปลูกกฤษณาหรือดินจากบริเวณที่ไม่เป็นโรคมาใส่แทน ซึ่งวิธีนี้เป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ที่ยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรค และยังทำให้ดินโปร่งไม่ขังน้ำ ลดปัญหาโรคนี้ได้

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มาทำหม้อกลั่นน้ำมันกันเถอะ

มีเกษตรกรผู้ปลูกกฤษณาหลายท่านที่อยากมีหม้อกลั่นกฤษณาเป็นของตนเอง แต่ก็ติดที่หม้อกลั่นที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้นมีราคาค่อนข้างสูง และก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เมื่อซื้อหามาติดตั้งเพื่อกลั่นน้ำมันกฤษณาแล้วจะคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือไม่

ผมจึงได้ทดลองทำหม้อขึ้นมาเป็นต้นแบบ เพื่อทดลองกลั่นผงไม้กฤษณาในขนาดย่อมๆ และสามารถใช้ติดตั้งได้ในครัวเรือน โดยใช้แก๊สและเตาไฟฟ้า เป็นตัวให้ความร้อน ท่อนำไอน้ำทำจากท่อทองแดงที่ใช้กับแอร์ และยังคงใช้ปั๊มน้ำตู้ปลาเป็นตัวหล่อเย็น  สุดท้ายแล้วหน้าตามันก็ออกมาแบบนี้ครับ


หม้อตัวนี้ผมทำจากหม้อตุ๋นความดันที่มีขายทั่วไปในร้านเครื่องครัว ความจุ 5 ลิตร แต่ใส่ผงไม้ได้แค่ขีดเดียว (100-120 กรัม)  หลังจากที่กลั่นไปได้ 4 ชั่วโมงแล้วลองเก็บน้ำมันมาชั่งดู ปรากฏว่า ได้มา 1 กรัม ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่า เพราะใช้ไม้ปริมาณน้อยมากอีกทั้งแก๊สที่ใช้ไปก็น้อยนิดเพราะใช้ไฟอ่อนแทบจะดับเลยก็ว่าได้

อันนี้ครึ่งโตล่าหลังจากลองกลั่นทิ้งไว้ 1 คืน มาเก็บน้ำมันตอนเช้า (ไม้ขี้สิ่ว)

ถือว่าได้สัดส่วนน้ำมันค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหม้อกลั่นทั่วไปที่มีความจุขนาด 15-20 กิโลกรัมแล้ว หม้อกลั่นขนาดใหญ่เหล่านั้นต้องกลั่นทั้งวันทั้งคืน 1 สัปดาห์ ใช้แก๊ส 1 ถังครัวเรือนต่อหม้อ ได้น้ำมันออกมา 10-30 กรัม ทำให้สามารถใช้วัตถุดิบในการกลั่นได้อย่างคุ้มค่า


ภาพนี้ต้องขออนุญาตพี่พัชนะครับ ผมแค่เอามาให้ดูเปรียบเทียบ

ในปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมันกฤษณาสายพันธุ์คราสน่าหรือที่เรียกกันในตลาดว่าน้ำมันตราดนั้น กำลังมีราคาที่ตกลงมาเรื่อยๆ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการผลิตน้ำมันในประเทศที่ออกมามากในช่วงหลัง บวกกับต้นกล้ากฤษณาสายพันธุ์นี้ของเราที่เพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย , อินโดนีเซีย กัมพูชา ฯลฯ ซื้อเข้าไปปลูกกจำนวนมหาศาลเมื่อหลายปีก่อน ได้เติบโตจนเริ่มสร้างผลผลิตได้แล้ว ทำให้มีน้ำมันในเกรดและกลิ่นเดียวกันออกมาตีตลาดกันเองมากขึ้น

และเนื่องมาจากราคาน้ำมันกฤษณาที่ตกต่ำลงขณะนี้ ผมคิดว่า หากเกษตรกรท่านใดนำเอาต้นแบบนี้ไปพัฒนาให้ลงตัวกว่าที่ผมทำ จะยิ่งเป็นการช่วยให้ผู้ผลิตน้ำมันมีกำไรเพิ่มขึ้นด้วย เพราะจะประหยัดในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ และเชื้อเพลิง ทำให้มีกำไรเหลือมากขึ้นด้วย

วัสดุที่ใช้

- หม้อตุ๋นความดัน                                                    800   บาท
- ท่อทองแดง 10 -12 ฟุต                                      1,500-1,800 บาท
- ปั๊มน้ำตู้ปลา                                                           300   บาท
- ชุดแก้วดักน้ำมัน (ซื้อร้านวิทยาศาสตร์)                 800   บาท
- สายยางเล็กสำหรับเวียนน้ำ                                      40  บาท

ด้วยงบน้อยๆเท่านี้ก็สามารถมีหม้อกลั่นน้ำมันเองได้แล้วครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อชุดละ สี่-ห้าหมื่น แถมยังต้องมีการติดตั้งระบบต่างๆให้ยุ่งยากอีก


กากไม้ที่ใช้ไปแค่ 100 กรัม

กลั่นไป 4 ชั่วโมง ได้มาเท่านี้ครับ (1-2 กรัม แล้วแต่คุณภาพไม้)

อันนี้เป็นไม้สับรวม กลั่นไปได้ชั่วโมงเศษ

น้ำมันที่กลั่นได้จากไม้ขี้สิ่ว 2 กิโลกรัม (2 วัน)




ผู้ช่วยตัวน้อย


สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร 081-9979389  หมือส่งเมลมาที่ witsawa1@yahoo.com

วิศวะ  ศรีเพ็ชรกล้า