วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555
รายงานภาวะตลาดสินค้าไม้หอมกฤษณา (Agarwood) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
รายงานภาวะตลาดสินค้าไม้หอมกฤษณา (Agarwood) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สินค้า: ไม้กฤษณาเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างจริงจังให้กับเกษตรกร จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรไทย ปัจจุบันมีการปลูกเป็นสวนป่า มีกรรมวิธีใช้สารบังคับทำให้เกิดน้ำมัน
หรือสารกฤษณานำไปกลั่นเป็นน้ำหอม มีการจัดตั้งโรงกลั่นไม้กฤษณาในจังหวัดตราด
และจันทบุรี เพื่อส่งออกไปทั่วโลกแต่ตลาดหลักเป็นประเทศอาหรับภูมิภาคตะวันออกกลาง
หรือกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์จากไม้หอมกฤษณาสูงมาก
เช่น ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล
ลิเบีย ฯลฯ
นอกจากนั้นยังมีการใช้น้ำมันกฤษณา ผงไม้
ผลิตผงธูป และไม้แก่น ในการทำยาสมุนไพร และทำกำยาน ประเทศยุโรปใช้น้ำมันกฤษณาเป็นหัวเชื้อน้ำหอม
และที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการใช้น้ำมันกฤษณาเป็นตัวยารักษามะเร็งในลำไส้
กระเพาะอาหาร และมะเร็งในตับ
ในรายงานฉบับนี้จะกล่าวครอบคลุมเฉพาะไม้หอมกฤษณา (Agarwood)
เป็นเศษ /ชิ้น (HS. : 1211) ต้น/ส่วนของต้นไม้สำหรับใช้ทำน้ำหอม
ยา และอื่นๆจากกลุ่มข้างต้น
ประเทศแถบอ่าวอาระเบียนเรียก Oudh และเป็นตลาดใหญ่ทั้งเพื่อนำเข้าและส่งออกต่อ
(Re-export)
1. ภาวะตลาด :
1.1
การนำเข้าของยูเออี: จากสถิติการนำเข้าของล่าสุดที่แสดงมูลค่าการนำเข้าของกลุ่มสินค้าข้างต้นดังนี้
ปี 2551 มูลค่า 18.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ 4,982 ตัน
ปี 2552 มูลค่า 20.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ 4,731 ตัน
ขยายตัวในเชิงมูลค่า 9.0%
ปี 2553 มูลค่า 21.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปริมาณ 5,296 ตันขยายตัวในเชิงมูลค่า 6.8%
มูลค่านำเข้ามากน้อยจากประเทศอินเดีย
อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ออสเตรเลีย โอมาน
อียิปต์ สหรัฐฯ ซีเรีย
และจีน ตามลำดับ (รายละเอียดปรากฏตามสถิติแนบ)
1.2.
การนำเข้าจากไทย:
ปี 2551 มูลค่า 299,754 เหรียญสหรัฐ สัดส่วนตลาด 1.6%
ปี 2552 มูลค่า 354,384 เหรียญสหรัฐ สัดส่วนตลาด 1.7% ขยายตัวในเชิงมูลค่า 18.2%
ปี 2553 มูลค่า 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนตลาด 5.6% ขยายตัวในเชิงมูลค่า 244.0%
2. การผลิตในประเทศ : ไม่มีการผลิตในประเทศ แต่มีโรงงานผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง
สเปรย์ดับกลิ่น และกระดาษทิชชูนำเข้าชิ้นไม้หอม /เศษไม้หอมเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้า
เศษไม้อัดแท่งเป็นกำยาน
3.
การส่งออกต่อ (Re-export) : ยูเออีมีรัฐดูไบเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไม้/ส่วนของต้นไม้สำหรับใช้ทำน้ำหอม
ยา และอื่นๆ ตลอดปีมีพ่อค้าจากประเทศอาหรับอิ่นๆและจากกลุ่มประเทศอัฟริกาเข้าไปเลือกซื้อสินค้า
ยูเออีส่งออกต่อสินค้ากลุ่มนี้ทั้งสิ้นเมื่อปี 2553 ปริมาณ 1,579 ตัน มูลค่า 5.2
ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยส่งออกไปประเทศอิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย คูเวต ฮ่องกง อัลจีเรีย
บาห์เรน ซูดาน และกาตาร์
-
ผู้นำเข้า ร้อยละ : 60
- ผู้ค้าปลีก ร้อยละ : 40
เนื่องจากไม้หอมกฤษณาเป็นสินค้าควบคุมการส่งออก
สินค้านี้บางส่วนส่งออกจากไทยไปดูไบ เป็นลักษณะ Cash & Carry โดยพ่อค้าจากดูไบมาเลือกซื้อสินค้าและขนกลับไปเอง
หรือจัดส่งทางพัสดุไปรษณีย์ที่มีบริษัทรับจ้างขนส่งพิเศษ
บางครั้งมีพ่อค้าไทยลักลอบนำไม้หอมจากไทยไปจำหน่ายที่ดูไบ
แต่หลายครั้งจึงถูกพ่อค้าดูไบกดราคา
ปัจจุบันรัฐบาลยูเออีออกกฎหมายควบคุมการนำเข้าไม้กฤษณา
ภายใต้บทบัญญัติ หรือ UAE’s Federal Law No.11. โดยผู้นำเข้าจะต้องมีหนังสือรับรอง CITES ระบุสายพันธุ์ไม้หอม
และยูเออีให้ความคุ้มครองไม้กฤษณาสายพันธุ์ Aquilaria (ยกเว้นสายพันธุ์ Aquilaria
malaccensis) และสายพันธุ์ Gyrinops
แสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่กักกันพืชสัตว์
ในตลาดยังมีไม้ปลอมหลอกขายผู้ซื้อ
วิธีทำจะใช้ไม้กฤษณาคุณภาพต่ำเคลือบด้วยผงไม้ผสมกับแว๊กซ์หรือวัสดุเกาะแน่นเคลือบชั้นนอกแล้วผ่านกระบวนความร้อนให้เนื้อเสมอกัน
อีกชนิดเป็นไม้ปลอมที่รู้จักในตลาดว่า “BMW”(black magic wood)
วิธีทำจะใช้ไม้กฤษณาคุณภาพต่ำหรือไม้ชนิดอื่นชุบด้วยน้ำมันกฤษณาผสมกับแอลกอฮอล์
สำหรับใช้ซื้อขายในตลาดล่างมีราคาถูก สินค้าถูกซื้อไปใช้ในครัวเรือน อาทิ
ใช้ควันเพื่อแต่งกลิ่นอาหาร เป็นต้น
1. ไม้กฤษณาจากธรรมชาติมีราคาสูงขึ้นเพราะมีจำนวนลดเหลือน้อยมาก ทำให้ผู้ซื้อหันมาซื้อไม้กฤษณาจากสวนป่าซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวมาผลิตเป็นน้ำมันกฤษณาได้มากขึ้น จนทำให้ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดมีราคาถูกลง
2. บริษัทจำหน่ายไม้กฤษณาและผู้ผลิตสินค้าจากไม้กฤษณารายสำคัญของยูเออี มีสวนป่าปลูกไม้กฤษณาประมาณ 3 ล้านต้น รวมทั้งสวนป่าในประเทศไทยเพื่อผลิตสินค้าสำหรับส่งออกไปตะวันออกกลาง โดยเฉพาะตลาดซาอุดิอาระเบียเป็นตลาดใหญ่รองรับสินค้านี้
3. เพื่อสร้างความมั่นใจสินค้า ผู้นำเข้ารายใหญ่หรือโรงงานที่ผลิตสินค้าทำจากไม้หอม มักจะมีตัวแทนของบริษัทอยู่ในประเทศแหล่งนำเข้าไม้หอม เพื่อเลือกซื้อสินค้าและส่งให้บริษัทที่ดูไบ โดยเฉพาะในประเทศที่มีไม้กฤษณาธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่มาก เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย กัมพูชา เป็นต้น
4. นอกจากชิ้นไม้กฤษณาสำหรับใช้จุด ผงไม้อัดก้อน เศษ/ผงไม้ถูกนำเข้ามาขึ้นเพื่อสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง สบู่ ครีมทาผิวและอื่นๆ
5. ปัจจุบันชาวอาหรับนิยมใช้น้ำมันกฤษณาปรุงแต่งร่างกายแทนน้ำหอมทั่วไปเนื่องจากมีกลิ่นติดทนนานอีกทั้งมีความสะดวก ส่วนชิ้นไม้หอมสำหรับใช้กลิ่นควันก็ยังใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น จุดให้เกิดกลิ่นหอมภายในบ้าน เพื่อใช้ในพิธีกรรม ไล่สิ่งชั่วร้าย ใช้ในงานเลี้ยงรับรองแขกสำคัญ
6. ด้วยลู่ทางการตลาดที่มีทิศทางสดใสดังกล่าว ประกอบกับไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพเพราะมีการปลูกสวนป่าไม้กฤษณาจำนวนมาก โดยเฉพาะสวนป่าบริเวณเขาใหญ่ กลิ่นไม้เป็นที่ยอมรับในตลาด หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง คาดว่าไทยจะสามารถพัฒนาให้ไม้กฤษณาเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
2. บริษัทจำหน่ายไม้กฤษณาและผู้ผลิตสินค้าจากไม้กฤษณารายสำคัญของยูเออี มีสวนป่าปลูกไม้กฤษณาประมาณ 3 ล้านต้น รวมทั้งสวนป่าในประเทศไทยเพื่อผลิตสินค้าสำหรับส่งออกไปตะวันออกกลาง โดยเฉพาะตลาดซาอุดิอาระเบียเป็นตลาดใหญ่รองรับสินค้านี้
3. เพื่อสร้างความมั่นใจสินค้า ผู้นำเข้ารายใหญ่หรือโรงงานที่ผลิตสินค้าทำจากไม้หอม มักจะมีตัวแทนของบริษัทอยู่ในประเทศแหล่งนำเข้าไม้หอม เพื่อเลือกซื้อสินค้าและส่งให้บริษัทที่ดูไบ โดยเฉพาะในประเทศที่มีไม้กฤษณาธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่มาก เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย กัมพูชา เป็นต้น
4. นอกจากชิ้นไม้กฤษณาสำหรับใช้จุด ผงไม้อัดก้อน เศษ/ผงไม้ถูกนำเข้ามาขึ้นเพื่อสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง สบู่ ครีมทาผิวและอื่นๆ
5. ปัจจุบันชาวอาหรับนิยมใช้น้ำมันกฤษณาปรุงแต่งร่างกายแทนน้ำหอมทั่วไปเนื่องจากมีกลิ่นติดทนนานอีกทั้งมีความสะดวก ส่วนชิ้นไม้หอมสำหรับใช้กลิ่นควันก็ยังใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น จุดให้เกิดกลิ่นหอมภายในบ้าน เพื่อใช้ในพิธีกรรม ไล่สิ่งชั่วร้าย ใช้ในงานเลี้ยงรับรองแขกสำคัญ
6. ด้วยลู่ทางการตลาดที่มีทิศทางสดใสดังกล่าว ประกอบกับไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพเพราะมีการปลูกสวนป่าไม้กฤษณาจำนวนมาก โดยเฉพาะสวนป่าบริเวณเขาใหญ่ กลิ่นไม้เป็นที่ยอมรับในตลาด หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง คาดว่าไทยจะสามารถพัฒนาให้ไม้กฤษณาเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
***ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ กันยายน 2554
วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
การตายจากโรครากเน่าโคนเน่า
โรครากเน่าและโคนเน่า
โรครากเน่าและโคนเน่า (Root and foot rot)
โรครากเน่าโคนเน่าเป็นโรคระบาดร้ายแรงสำหรับพืชล้มลุกและไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงสำหรับผู้ที่ปลูกกฤษณาและยางพารารวมถึงเกษตรกรที่ปลูกส้มและมะนาวด้วย
ลักษณะการระบาดจะเกิดมากในฤดูฝน หรือในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูงการติดต่อในแนวน้ำขังในสวนและแนวที่น้ำไหล ทำให้เกิดการตายเป็นหย่อม ในรัศมีเป็นวงกลม , ตายเป็นแถว หรือในบางกรณีอาจถึงขั้นตายยกสวน หากไม่มีการป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธี
ทั้งนี้ ในรอบสองถึงสามปีที่ผ่ามานี้เกิดการระบาดที่รุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตายของต้นกฤษณาและยางพาราในประเทศไปแล้วหลายแสนต้น ผมจึงได้นำเอาข้อมูลมาลงไว้ให้เกษตรกรได้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางป้องกันและแก้ไขต่อไป
เกิด
ลักษณะอาการของโรค
| ในระยะต้นกล้า | จะเกิดกับต้น |
| ในต้นโตแล้ว | จะ |
| โรคที่เกิดกับกฤษณาต้นโต | มัก |
| 1. | ใน |
| 2. | การ |
| 3. | คลุก |
| 4. | การ |
วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
มาทำหม้อกลั่นน้ำมันกันเถอะ
มีเกษตรกรผู้ปลูกกฤษณาหลายท่านที่อยากมีหม้อกลั่นกฤษณาเป็นของตนเอง แต่ก็ติดที่หม้อกลั่นที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้นมีราคาค่อนข้างสูง และก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เมื่อซื้อหามาติดตั้งเพื่อกลั่นน้ำมันกฤษณาแล้วจะคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือไม่
ผมจึงได้ทดลองทำหม้อขึ้นมาเป็นต้นแบบ เพื่อทดลองกลั่นผงไม้กฤษณาในขนาดย่อมๆ และสามารถใช้ติดตั้งได้ในครัวเรือน โดยใช้แก๊สและเตาไฟฟ้า เป็นตัวให้ความร้อน ท่อนำไอน้ำทำจากท่อทองแดงที่ใช้กับแอร์ และยังคงใช้ปั๊มน้ำตู้ปลาเป็นตัวหล่อเย็น สุดท้ายแล้วหน้าตามันก็ออกมาแบบนี้ครับ
หม้อตัวนี้ผมทำจากหม้อตุ๋นความดันที่มีขายทั่วไปในร้านเครื่องครัว ความจุ 5 ลิตร แต่ใส่ผงไม้ได้แค่ขีดเดียว (100-120 กรัม) หลังจากที่กลั่นไปได้ 4 ชั่วโมงแล้วลองเก็บน้ำมันมาชั่งดู ปรากฏว่า ได้มา 1 กรัม ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่า เพราะใช้ไม้ปริมาณน้อยมากอีกทั้งแก๊สที่ใช้ไปก็น้อยนิดเพราะใช้ไฟอ่อนแทบจะดับเลยก็ว่าได้
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร 081-9979389 หมือส่งเมลมาที่ witsawa1@yahoo.com
วิศวะ ศรีเพ็ชรกล้า
ผมจึงได้ทดลองทำหม้อขึ้นมาเป็นต้นแบบ เพื่อทดลองกลั่นผงไม้กฤษณาในขนาดย่อมๆ และสามารถใช้ติดตั้งได้ในครัวเรือน โดยใช้แก๊สและเตาไฟฟ้า เป็นตัวให้ความร้อน ท่อนำไอน้ำทำจากท่อทองแดงที่ใช้กับแอร์ และยังคงใช้ปั๊มน้ำตู้ปลาเป็นตัวหล่อเย็น สุดท้ายแล้วหน้าตามันก็ออกมาแบบนี้ครับ
หม้อตัวนี้ผมทำจากหม้อตุ๋นความดันที่มีขายทั่วไปในร้านเครื่องครัว ความจุ 5 ลิตร แต่ใส่ผงไม้ได้แค่ขีดเดียว (100-120 กรัม) หลังจากที่กลั่นไปได้ 4 ชั่วโมงแล้วลองเก็บน้ำมันมาชั่งดู ปรากฏว่า ได้มา 1 กรัม ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่า เพราะใช้ไม้ปริมาณน้อยมากอีกทั้งแก๊สที่ใช้ไปก็น้อยนิดเพราะใช้ไฟอ่อนแทบจะดับเลยก็ว่าได้
อันนี้ครึ่งโตล่าหลังจากลองกลั่นทิ้งไว้ 1 คืน มาเก็บน้ำมันตอนเช้า (ไม้ขี้สิ่ว)
ถือว่าได้สัดส่วนน้ำมันค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหม้อกลั่นทั่วไปที่มีความจุขนาด 15-20 กิโลกรัมแล้ว หม้อกลั่นขนาดใหญ่เหล่านั้นต้องกลั่นทั้งวันทั้งคืน 1 สัปดาห์ ใช้แก๊ส 1 ถังครัวเรือนต่อหม้อ ได้น้ำมันออกมา 10-30 กรัม ทำให้สามารถใช้วัตถุดิบในการกลั่นได้อย่างคุ้มค่า
ภาพนี้ต้องขออนุญาตพี่พัชนะครับ ผมแค่เอามาให้ดูเปรียบเทียบ
ในปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมันกฤษณาสายพันธุ์คราสน่าหรือที่เรียกกันในตลาดว่าน้ำมันตราดนั้น กำลังมีราคาที่ตกลงมาเรื่อยๆ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการผลิตน้ำมันในประเทศที่ออกมามากในช่วงหลัง บวกกับต้นกล้ากฤษณาสายพันธุ์นี้ของเราที่เพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย , อินโดนีเซีย กัมพูชา ฯลฯ ซื้อเข้าไปปลูกกจำนวนมหาศาลเมื่อหลายปีก่อน ได้เติบโตจนเริ่มสร้างผลผลิตได้แล้ว ทำให้มีน้ำมันในเกรดและกลิ่นเดียวกันออกมาตีตลาดกันเองมากขึ้น
และเนื่องมาจากราคาน้ำมันกฤษณาที่ตกต่ำลงขณะนี้ ผมคิดว่า หากเกษตรกรท่านใดนำเอาต้นแบบนี้ไปพัฒนาให้ลงตัวกว่าที่ผมทำ จะยิ่งเป็นการช่วยให้ผู้ผลิตน้ำมันมีกำไรเพิ่มขึ้นด้วย เพราะจะประหยัดในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ และเชื้อเพลิง ทำให้มีกำไรเหลือมากขึ้นด้วย
วัสดุที่ใช้
- หม้อตุ๋นความดัน 800 บาท
- ท่อทองแดง 10 -12 ฟุต 1,500-1,800 บาท
- ปั๊มน้ำตู้ปลา 300 บาท
- ชุดแก้วดักน้ำมัน (ซื้อร้านวิทยาศาสตร์) 800 บาท
- สายยางเล็กสำหรับเวียนน้ำ 40 บาท
ด้วยงบน้อยๆเท่านี้ก็สามารถมีหม้อกลั่นน้ำมันเองได้แล้วครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อชุดละ สี่-ห้าหมื่น แถมยังต้องมีการติดตั้งระบบต่างๆให้ยุ่งยากอีก
กากไม้ที่ใช้ไปแค่ 100 กรัม
กลั่นไป 4 ชั่วโมง ได้มาเท่านี้ครับ (1-2 กรัม แล้วแต่คุณภาพไม้)
อันนี้เป็นไม้สับรวม กลั่นไปได้ชั่วโมงเศษ
น้ำมันที่กลั่นได้จากไม้ขี้สิ่ว 2 กิโลกรัม (2 วัน)
ผู้ช่วยตัวน้อย
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร 081-9979389 หมือส่งเมลมาที่ witsawa1@yahoo.com
วิศวะ ศรีเพ็ชรกล้า
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555
ตัวอย่างไม้ที่ได้จากการกระตุ้นด้วยแท่งไม้ไผ่
ชิ้นไม้กฤษณาที่เห็นนี้ เป็นไม้ที่ได้มาจากการกระตุ้นต้นกฤษณาด้วยแท่งไม้ไผ่แช่น้ำยา โดยตัดกิ่งของต้นกฤษณามาตรวจเช็คหลังจากทำการกระตุ้นไว้ 6 - 10 เดือน
เปรียบเทียบกับชิ้นไม้ที่หยอดน้ำยา
ด้านซ้าย 6 เดือน ส่วนสองชิ้นด้านขวา 10 เดือน
วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555
การกระตุ้นไม้กฤษณาโดยใช้แท่งไม้ไผ่แช่น้ำยา
โดยมากแล้วเวลากล่าวถึงการกระตุ้นต้นกฤษณา นอกจากการถากฟันเพื่อให้ต้นไม้บบอบช้ำหรือที่เรียกว่าไม้ปากขวานแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการเจาะลำต้นแล้วหยอดหรือฉีดน้ำยาที่เป็นของเหลวเข้าไป ซึ่งเป็นเทคนิคหรือวิธีการที่กระทำกันอยู่โดยทั่วไปแทบจะทุกประเทศที่มีต้นกฤษณา
แต่การฉีดสารกระตุ้นเข้าไปในลำต้นนั้นก็ไม่สามาถจะเอาแน่นอนได้ เพราะมีปัจจัยลบหลายต่อหลายอย่างที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ต้นกฤษณา เช่น ความชื้น , แสงแดด , ปริมาณของใบ , ความเข้มข้นของสารกระตุ้น และขนาดของดอกสว่านเป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นกฤษณาได้ทั้งสิ้น ซึ่งผมเองก็ผ่านประสบการณ์เลวร้ายนี้มาแล้ว ทั้งกับต้นไม้ของตนเองและเกษตรกร อันเนื่องมากจากยังไม่เข้าใจถึงปัจจัยเหล่านี้อย่างถ่องแท้
จากความผิดพลาดที่ผ่านมา ทำให้ผมต้องพัฒนาการกระตุ้นไม้กฤษณาเสียใหม่ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สูงสุด เพราะในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว กฤษณาจากแปลงปลูกนั้น มีต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูกซึ่งต่างจากการหาของป่าที่แทบจะไม่มีต้นทุน นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมต้องคิดค้นสิ่งที่จะทำให้ไม้จากแปลงปลูกสามารถสร้างความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ให้ได้สูงสุดจากตัวของมันเอง
ผลเสียของการกระตุ้นโดยการเจาะและฉีดน้ำยาสามารถอธิบายแยกตามปัจจัยได้ดังนี้
1. ขนาดของดอกสว่าน , มุมของการเจาะ , ทิศทางของการเจาะ และ จำนวนรูที่เจาะบนต้นไม้
- การเจาะต้นกฤษณาด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่ และหากเจาะเข้าไปด้วยมุมที่ดิ่งชันดังที่หลายคนมักจะเคยชินกับการเจาะ 45 องศาแล้ว จะทำให้ในแต่ละรูเจาะนั้นอุ้มเอาสารกระตุ้นไว้มากจนเกินไป เพราะต้นไม้จะส่งของเหลวภายในลำต้นขึ้นลงไปตามจังหวะการคายน้ำและสังเคราะห์แสง ทำให้สารกระตุ้นที่เราใส่ไปทั้งหมดมารวมกันอยู่ตรงกลางลำต้น เป็นสาเหตุให้ต้นไม้ผุกลวงบริเวณใจกลางเป็นวงกว้าง
จริงอยู่ที่หากสารกระตุ้นนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลในการสร้างแก่นหรือน้ำมัน แต่การผุเสียในใจกลางนั้นก็ทำให้ได้ผลผลิตลดลง และต้นไม้ก็จะขาดความแข็งแรงจนถึงกับผุหักเสียหายได้ด้วย โดยเฉพาะบริเวณรูเจาะในแนวดิ่งที่เจาะตรงกัน และความถี่ของการเจาะ จะทำให้ต้นไม้ฉีกออกมาคล้ายกับกระดาษปรุ จุดนี้จะเห็นได้บ่อยครั้งในการเจาะโดยใช้น้ำยาของผมเอง ซึ่งนี่เองที่เปนสาเหตุที่ทำให้ต้องคิดค้นหาทางแก้ไขและป้องกันผลเสียจากการกระตุ้นไม้กฤษณา
ข้อเสนอแนะ
หากต้องกาใช้การฉีดสารที่เป็นของเหลวควรใช้ดอกสว่านขนาด 6-8 มม. และไม่ควรเจาะตรงกันในแนวตั้งในระยะประมาณ 20 ซม. อีกทั้งไม่ควรเจาะดิ่งหรือชันจนเกินไปนัก การเจาะที่กิ่งควรเจาะด้านข้าง ไม่ใช่ด้านบน เพราะด้านบนเป็นจุดรับแรงเครียดจากแรงโน้มถ่วง จะทำให้กิ่งหักได้ง่าย
2. ประเภทของสารที่ใช้เจาะกระตุ้นและสภาพอากาศ
- สารกระตุ้นที่ใช้กันส่วนใหญ่มักจะเป็นจุลินทรีย์น้ำ ซึ่งเกษตรกรผลิตขึ้นมาเอง สารกระตุ้นประเภทนี้มักก่อให้เกิดการติดเชื้อในลำต้นกฤษณาและค่อยๆผลิตน้ำมันออกมาต่อต้านอย่างช้าๆ ผลผลิตที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพของต้นไม้ว่าแข็งแรงเพียงใด เพราะหากต้นไม้ไม่แข็งแรง เชื้อที่ฉีดเข้าไปอาจทำให้ต้นไม้ป่วยและยืนตายได้ แต่บางต้นที่แข็งแรงก็สามาถสร้างน้ำมันได้หนาและชิ้นใหญ่ วิธีการนี้ใช้กันแพร่หลายในจันทบุรีและตราด แต่ผลเสียที่เห็นชัดก็คือ หากสวนนั้นๆอยู่ในที่ ที่ มีฝนตกชุก ต้นไม้มักจะผุพังเสียหาย เพราะเชื้อุลินทรีย์สามารถเติบโตได้มากเกินไป ทำให้ไปย่อยทำลายต้นไม้มากกว่าแค่ติดเชื้อเพื่อให้ต้นไม้ระคายเคือง
ข้อเสนอแนะ
ไม่ควรใช้สารจุลินทรีย์กับต้นไม้อายุน้อยและไม่แข็งแรง
- สารกระตุ้นประเภทสารประกอบอินทรีย์ สารประเภทนี้ออกฤทธิ์เฉียบพลันทันทีทันใดในการทำให้ต้นกฤษณาระคายเคืองและสร้างสารกฤษณาออกมาป้องกันตัวเอง โดยหลังการกระตุ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ต้นไม้จะขับเอาสารเหล่านี้ออกไปจนหมดโดยการคายน้ำจากการสังเราะห์แสง และจะมีการสร้างน้ำมันอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆตราบเท่าที่รูเจาะนั้นไม่แตกอ้าจนสัมผัสกับอากาศ
ด้วยความที่มีฤทธิ์เฉียบพลันนี้เอง จึงไม่ควรที่จะเจาะกระตุ้นโดยการใช้ดอกสว่านขนาดใหญ่และฉีดเข้าไปในลำต้น เพราะจะทำให้ต้นไม้ผุเสียหายได้ เนื่องจากจะมีเนื้อตายเป็นวงกว้าง ทำให้ต้องคิดหาวิธีการที่จะทำให้เกิดผลเสียน้อยทีสุดขณะที่ได้ผลผลิตสูงสุด เพราะสารประเภทนี้ส่งผลโดยตรงต่อการผลิตสารกฤษณาของต้นกฤษณา หากใช้ถูกวิธีผลที่ได้จะคุ้มค่ามาก
ข้อเสนอแนะ
ควรใช้ดอกสว่านขนาด 5-6 มม. และต้องไม่เจาะดิ่งลง ควรเจาะแบบขนานจะให้เนื้อไม้ที่หนามากและแทบไม่ผุเลย แต่วิธีที่ดีที่สุดกับสารตัวนี้คือการแช่ไม้ไผ่แล้วตอกเข้าไปในรูเจาะ
เมื่อได้ทราบถึงข้อเสียต่างๆแล้ว ผมจึงได้ค้นหาวิธีการที่จะทำให้มีการผุเสียหายน้อยที่สุดและสามารถผลิตกฤษณาได้มากที่สุด เมื่อทดลองแล้วพบว่า การใช้สารกระตุ้นประเภทสารประกอบอินทรีย์แช่ด้วยตะเกียบไม้ไผ่แล้วตอกเข้าไปในรูเจาะนั้นให้ผลผลิคตุ้มค่าที่สุด อีกทั้งยังมีรูปทรงเหมือนกับไม้กฤษณาจากธรมชาติ และน้ำหนักต่อชิ้นก็ดีมากอีกด้วย คือ ประมาณ 20-30 กรัมต่อ 1 รูเจาะเมื่อบ่มเอาไว้ 2 ปีหลังการกระตุ้น น้ำหนักของผลผลิตที่ได้จะค่อนข้างดี เพราะการผุนั้นน้อยมากในขณะที่มีการสร้างสารกฤษณาในปริมาณที่สูงแทบจะออกมาเป็นไม้ลูกตันและทีเดียว ที่สำคัญ หากสามารถทิ้งเอาไว้ได้นานๆหลังการกระตุ้นโดยไม่ตัดมาแปรรูป คาดว่าน่าจะเป็นได้ถึงไม้ซุปเปอร์จมน้ำ
วิธีการนี้ทำให้เกษตรกรสามารถคำนวณรายได้จากการทำไม้กฤษณาได้ง่าย เพราะสามารถทราบน้ำหนักหรือปริมาณเฉลี่ยของไม้กฤษราที่ได้ต่อต้น โดยคำนวณได้จากจำนวนรูเจาะ คูณเข้าไปด้วยราคาต่อกิโลกรัม สุดท้ายแล้วเอาไปลบกับต้นทุนก็จะรู้ถึงกำไรหรือขาดทุนสุทธิจากการทำไม้กฤษณา จะได้ไม่ต้องคอยกล่าวหาว่าใครหลอกอีกต่อไป เช่น
ต้นไม้อายุประมาณ 8-10 ปี หากเจาะด้วยดอกสว่านขนาด 6 มม. แล้วตอกแท่งไม้ไผ่แช่สารกระตุ้น ระยะเจาะจะอยู่ที่ประมาณ 15 ซม. โดยเฉลี่ย ทำให้สามารถเจาะได้ประมาณ 350 - 400 รูเจาะต่อต้น ซึ่งไม่ถือว่ามากจนเกินไป เพราะไม่ใช่การฉีดสารเข้าไปโดยตรง
ผลผลิตต่อรูที่ได้หลังจากทิ้งไว้ 2 ปีประมาณ 30 กรัม และหากสมมุติว่าราคากิโลกรัมละ 10,000 บาท จะสามารถคำนวณรายรับได้ดังนี้
a = ราคาต่อกิโลกรัม
b = น้ำหนักของไม้ที่ได้ต่อ 1 รูเจาะ
c = จำนวนรูเจาะ
น้ำหนักเฉลี่ยต่อต้นที่จะได้รับ คือ b x c = 0.03 x 350 = 10.5 กิโลกรัม
a x b x c = ?
10,000 x 0.03 x 350 = 105,000 บาท ต่อต้น (ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆเช่นการแปรรูป)
หากท่านใดสนใจสอบถามรายละเอียการกระตุ้นไม้กฤษณาโดยวิธีนี้ สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-9979389 (+66-81-9979389) หรือที่ e-mail : witsawa1@yahoo.com
แต่การฉีดสารกระตุ้นเข้าไปในลำต้นนั้นก็ไม่สามาถจะเอาแน่นอนได้ เพราะมีปัจจัยลบหลายต่อหลายอย่างที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ต้นกฤษณา เช่น ความชื้น , แสงแดด , ปริมาณของใบ , ความเข้มข้นของสารกระตุ้น และขนาดของดอกสว่านเป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นกฤษณาได้ทั้งสิ้น ซึ่งผมเองก็ผ่านประสบการณ์เลวร้ายนี้มาแล้ว ทั้งกับต้นไม้ของตนเองและเกษตรกร อันเนื่องมากจากยังไม่เข้าใจถึงปัจจัยเหล่านี้อย่างถ่องแท้
จากความผิดพลาดที่ผ่านมา ทำให้ผมต้องพัฒนาการกระตุ้นไม้กฤษณาเสียใหม่ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สูงสุด เพราะในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว กฤษณาจากแปลงปลูกนั้น มีต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูกซึ่งต่างจากการหาของป่าที่แทบจะไม่มีต้นทุน นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมต้องคิดค้นสิ่งที่จะทำให้ไม้จากแปลงปลูกสามารถสร้างความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ให้ได้สูงสุดจากตัวของมันเอง
ผลเสียของการกระตุ้นโดยการเจาะและฉีดน้ำยาสามารถอธิบายแยกตามปัจจัยได้ดังนี้
1. ขนาดของดอกสว่าน , มุมของการเจาะ , ทิศทางของการเจาะ และ จำนวนรูที่เจาะบนต้นไม้
- การเจาะต้นกฤษณาด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่ และหากเจาะเข้าไปด้วยมุมที่ดิ่งชันดังที่หลายคนมักจะเคยชินกับการเจาะ 45 องศาแล้ว จะทำให้ในแต่ละรูเจาะนั้นอุ้มเอาสารกระตุ้นไว้มากจนเกินไป เพราะต้นไม้จะส่งของเหลวภายในลำต้นขึ้นลงไปตามจังหวะการคายน้ำและสังเคราะห์แสง ทำให้สารกระตุ้นที่เราใส่ไปทั้งหมดมารวมกันอยู่ตรงกลางลำต้น เป็นสาเหตุให้ต้นไม้ผุกลวงบริเวณใจกลางเป็นวงกว้าง
จริงอยู่ที่หากสารกระตุ้นนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลในการสร้างแก่นหรือน้ำมัน แต่การผุเสียในใจกลางนั้นก็ทำให้ได้ผลผลิตลดลง และต้นไม้ก็จะขาดความแข็งแรงจนถึงกับผุหักเสียหายได้ด้วย โดยเฉพาะบริเวณรูเจาะในแนวดิ่งที่เจาะตรงกัน และความถี่ของการเจาะ จะทำให้ต้นไม้ฉีกออกมาคล้ายกับกระดาษปรุ จุดนี้จะเห็นได้บ่อยครั้งในการเจาะโดยใช้น้ำยาของผมเอง ซึ่งนี่เองที่เปนสาเหตุที่ทำให้ต้องคิดค้นหาทางแก้ไขและป้องกันผลเสียจากการกระตุ้นไม้กฤษณา
ข้อเสนอแนะ
หากต้องกาใช้การฉีดสารที่เป็นของเหลวควรใช้ดอกสว่านขนาด 6-8 มม. และไม่ควรเจาะตรงกันในแนวตั้งในระยะประมาณ 20 ซม. อีกทั้งไม่ควรเจาะดิ่งหรือชันจนเกินไปนัก การเจาะที่กิ่งควรเจาะด้านข้าง ไม่ใช่ด้านบน เพราะด้านบนเป็นจุดรับแรงเครียดจากแรงโน้มถ่วง จะทำให้กิ่งหักได้ง่าย
2. ประเภทของสารที่ใช้เจาะกระตุ้นและสภาพอากาศ
- สารกระตุ้นที่ใช้กันส่วนใหญ่มักจะเป็นจุลินทรีย์น้ำ ซึ่งเกษตรกรผลิตขึ้นมาเอง สารกระตุ้นประเภทนี้มักก่อให้เกิดการติดเชื้อในลำต้นกฤษณาและค่อยๆผลิตน้ำมันออกมาต่อต้านอย่างช้าๆ ผลผลิตที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพของต้นไม้ว่าแข็งแรงเพียงใด เพราะหากต้นไม้ไม่แข็งแรง เชื้อที่ฉีดเข้าไปอาจทำให้ต้นไม้ป่วยและยืนตายได้ แต่บางต้นที่แข็งแรงก็สามาถสร้างน้ำมันได้หนาและชิ้นใหญ่ วิธีการนี้ใช้กันแพร่หลายในจันทบุรีและตราด แต่ผลเสียที่เห็นชัดก็คือ หากสวนนั้นๆอยู่ในที่ ที่ มีฝนตกชุก ต้นไม้มักจะผุพังเสียหาย เพราะเชื้อุลินทรีย์สามารถเติบโตได้มากเกินไป ทำให้ไปย่อยทำลายต้นไม้มากกว่าแค่ติดเชื้อเพื่อให้ต้นไม้ระคายเคือง
ข้อเสนอแนะ
ไม่ควรใช้สารจุลินทรีย์กับต้นไม้อายุน้อยและไม่แข็งแรง
- สารกระตุ้นประเภทสารประกอบอินทรีย์ สารประเภทนี้ออกฤทธิ์เฉียบพลันทันทีทันใดในการทำให้ต้นกฤษณาระคายเคืองและสร้างสารกฤษณาออกมาป้องกันตัวเอง โดยหลังการกระตุ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ต้นไม้จะขับเอาสารเหล่านี้ออกไปจนหมดโดยการคายน้ำจากการสังเราะห์แสง และจะมีการสร้างน้ำมันอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆตราบเท่าที่รูเจาะนั้นไม่แตกอ้าจนสัมผัสกับอากาศ
โปรดสังเกตุดูรูเจาะที่ใช้ดอกสว่านที่ใหญ่เกินไป , แนวตั้งตรงกันเกินไป , เจาะถี่เกินไป ล้วนแล้วแต่ทำให้ต้นไม้เกิดการผุมากเกินจำเป็น แม้การเกิดกฤษณาจะมากแต่ก็ยังน่าเสียดาย
ข้อเสนอแนะ
ควรใช้ดอกสว่านขนาด 5-6 มม. และต้องไม่เจาะดิ่งลง ควรเจาะแบบขนานจะให้เนื้อไม้ที่หนามากและแทบไม่ผุเลย แต่วิธีที่ดีที่สุดกับสารตัวนี้คือการแช่ไม้ไผ่แล้วตอกเข้าไปในรูเจาะ
เมื่อได้ทราบถึงข้อเสียต่างๆแล้ว ผมจึงได้ค้นหาวิธีการที่จะทำให้มีการผุเสียหายน้อยที่สุดและสามารถผลิตกฤษณาได้มากที่สุด เมื่อทดลองแล้วพบว่า การใช้สารกระตุ้นประเภทสารประกอบอินทรีย์แช่ด้วยตะเกียบไม้ไผ่แล้วตอกเข้าไปในรูเจาะนั้นให้ผลผลิคตุ้มค่าที่สุด อีกทั้งยังมีรูปทรงเหมือนกับไม้กฤษณาจากธรมชาติ และน้ำหนักต่อชิ้นก็ดีมากอีกด้วย คือ ประมาณ 20-30 กรัมต่อ 1 รูเจาะเมื่อบ่มเอาไว้ 2 ปีหลังการกระตุ้น น้ำหนักของผลผลิตที่ได้จะค่อนข้างดี เพราะการผุนั้นน้อยมากในขณะที่มีการสร้างสารกฤษณาในปริมาณที่สูงแทบจะออกมาเป็นไม้ลูกตันและทีเดียว ที่สำคัญ หากสามารถทิ้งเอาไว้ได้นานๆหลังการกระตุ้นโดยไม่ตัดมาแปรรูป คาดว่าน่าจะเป็นได้ถึงไม้ซุปเปอร์จมน้ำ
วิธีการนี้ทำให้เกษตรกรสามารถคำนวณรายได้จากการทำไม้กฤษณาได้ง่าย เพราะสามารถทราบน้ำหนักหรือปริมาณเฉลี่ยของไม้กฤษราที่ได้ต่อต้น โดยคำนวณได้จากจำนวนรูเจาะ คูณเข้าไปด้วยราคาต่อกิโลกรัม สุดท้ายแล้วเอาไปลบกับต้นทุนก็จะรู้ถึงกำไรหรือขาดทุนสุทธิจากการทำไม้กฤษณา จะได้ไม่ต้องคอยกล่าวหาว่าใครหลอกอีกต่อไป เช่น
ต้นไม้อายุประมาณ 8-10 ปี หากเจาะด้วยดอกสว่านขนาด 6 มม. แล้วตอกแท่งไม้ไผ่แช่สารกระตุ้น ระยะเจาะจะอยู่ที่ประมาณ 15 ซม. โดยเฉลี่ย ทำให้สามารถเจาะได้ประมาณ 350 - 400 รูเจาะต่อต้น ซึ่งไม่ถือว่ามากจนเกินไป เพราะไม่ใช่การฉีดสารเข้าไปโดยตรง
ผลผลิตต่อรูที่ได้หลังจากทิ้งไว้ 2 ปีประมาณ 30 กรัม และหากสมมุติว่าราคากิโลกรัมละ 10,000 บาท จะสามารถคำนวณรายรับได้ดังนี้
a = ราคาต่อกิโลกรัม
b = น้ำหนักของไม้ที่ได้ต่อ 1 รูเจาะ
c = จำนวนรูเจาะ
น้ำหนักเฉลี่ยต่อต้นที่จะได้รับ คือ b x c = 0.03 x 350 = 10.5 กิโลกรัม
a x b x c = ?
10,000 x 0.03 x 350 = 105,000 บาท ต่อต้น (ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆเช่นการแปรรูป)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










