วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รายงานภาวะตลาดสินค้าไม้หอมกฤษณา (Agarwood) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์


รายงานภาวะตลาดสินค้าไม้หอมกฤษณา (Agarwood) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สินค้า:  ไม้กฤษณาเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างจริงจังให้กับเกษตรกร จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรไทย ปัจจุบันมีการปลูกเป็นสวนป่า  มีกรรมวิธีใช้สารบังคับทำให้เกิดน้ำมัน หรือสารกฤษณานำไปกลั่นเป็นน้ำหอม  มีการจัดตั้งโรงกลั่นไม้กฤษณาในจังหวัดตราด และจันทบุรี   เพื่อส่งออกไปทั่วโลกแต่ตลาดหลักเป็นประเทศอาหรับภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์จากไม้หอมกฤษณาสูงมาก เช่น ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์   อิสราเอล ลิเบีย ฯลฯ   นอกจากนั้นยังมีการใช้น้ำมันกฤษณา ผงไม้   ผลิตผงธูป และไม้แก่น ในการทำยาสมุนไพร และทำกำยาน  ประเทศยุโรปใช้น้ำมันกฤษณาเป็นหัวเชื้อน้ำหอม และที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการใช้น้ำมันกฤษณาเป็นตัวยารักษามะเร็งในลำไส้ กระเพาะอาหาร และมะเร็งในตับ  

            ในรายงานฉบับนี้จะกล่าวครอบคลุมเฉพาะไม้หอมกฤษณา (Agarwood) เป็นเศษ /ชิ้น (HS. :  1211) ต้น/ส่วนของต้นไม้สำหรับใช้ทำน้ำหอม ยา และอื่นๆจากกลุ่มข้างต้น ประเทศแถบอ่าวอาระเบียนเรียก Oudh และเป็นตลาดใหญ่ทั้งเพื่อนำเข้าและส่งออกต่อ (Re-export)

 

1.       ภาวะตลาด :

1.1 การนำเข้าของยูเออี: จากสถิติการนำเข้าของล่าสุดที่แสดงมูลค่าการนำเข้าของกลุ่มสินค้าข้างต้นดังนี้

ปี 2551 มูลค่า 18.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ 4,982 ตัน

ปี 2552 มูลค่า 20.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ 4,731 ตัน ขยายตัวในเชิงมูลค่า 9.0%

ปี 2553 มูลค่า 21.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณ 5,296 ตันขยายตัวในเชิงมูลค่า 6.8%

     มูลค่านำเข้ามากน้อยจากประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ออสเตรเลีย โอมาน

      อียิปต์ สหรัฐฯ ซีเรีย และจีน   ตามลำดับ  (รายละเอียดปรากฏตามสถิติแนบ)

      1.2. การนำเข้าจากไทย:

ปี 2551 มูลค่า 299,754 เหรียญสหรัฐ สัดส่วนตลาด 1.6%

ปี 2552 มูลค่า 354,384 เหรียญสหรัฐ สัดส่วนตลาด 1.7% ขยายตัวในเชิงมูลค่า 18.2%

ปี 2553 มูลค่า 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนตลาด 5.6%  ขยายตัวในเชิงมูลค่า 244.0%

2.       การผลิตในประเทศ  :  ไม่มีการผลิตในประเทศ  แต่มีโรงงานผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง สเปรย์ดับกลิ่น และกระดาษทิชชูนำเข้าชิ้นไม้หอม /เศษไม้หอมเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้า เศษไม้อัดแท่งเป็นกำยาน

 

3.  การส่งออกต่อ (Re-export)   : ยูเออีมีรัฐดูไบเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อไม้/ส่วนของต้นไม้สำหรับใช้ทำน้ำหอม ยา และอื่นๆ ตลอดปีมีพ่อค้าจากประเทศอาหรับอิ่นๆและจากกลุ่มประเทศอัฟริกาเข้าไปเลือกซื้อสินค้า ยูเออีส่งออกต่อสินค้ากลุ่มนี้ทั้งสิ้นเมื่อปี 2553 ปริมาณ 1,579 ตัน มูลค่า 5.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยส่งออกไปประเทศอิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย คูเวต ฮ่องกง อัลจีเรีย บาห์เรน ซูดาน และกาตาร์ 

 4.  ช่องทางการนำเข้าสู่ตลาด  : มีบริษัทขนาดใหญ่นำเข้าไม้หอม น้ำมันและผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายผ่านOutlet ที่ตั้งอยู่ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ นอกจากนั้นมีจำหน่ายในร้านค้าปลีกและ Kiosk อยู่ในแหล่งชุมชนทั่วไป การนำเข้าพอสรุปได้ดังนี้
         - ผู้นำเข้า                                    ร้อยละ  :           60                                      
         - ผู้ค้าปลีก                                  ร้อยละ  :           40

 5.  ฤดูกาลสั่งซื้อ ฤดูกาลจำหน่าย   :   ตลอดปี           

 6. การแข่งขัน : ไม้หอมจากรัฐอัสสัมอินเดียจัดว่าเป็นไม้หอมที่ดีกลิ่นนุ่มนวลที่สุด แต่ปัจจุบันไม่พบไม้หอมจากอินเดียนัก ส่วนใหญ่มักจะเป็นไม้หอมจากพม่าขนส่งผ่านรัฐอัสสัมของอินเดียเพื่อส่งออก นอกจากนั้นเป็นไม้หอมจากกัมพูชาที่ได้รับการยอมรับในยูเออีมาก ส่วนไม้หอมจากเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซียส่วนใหญ่ส่งออกผ่านสิงคโปร์ (ขณะนี้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางส่งออกต่อไม้หอมที่มีปริมาณและมูลค่าอันดับต้น)  มาเลเซีย  แต่กลิ่นไม้หอมจากอินโดนีเซียจะไม่นุ่มนวลเทียบกับของอินเดีย  นอกจากนั้นเป็นไม้หอมจากจีน และปาปัวนิวกีนี
เนื่องจากไม้หอมกฤษณาเป็นสินค้าควบคุมการส่งออก สินค้านี้บางส่วนส่งออกจากไทยไปดูไบ เป็นลักษณะ Cash & Carry โดยพ่อค้าจากดูไบมาเลือกซื้อสินค้าและขนกลับไปเอง หรือจัดส่งทางพัสดุไปรษณีย์ที่มีบริษัทรับจ้างขนส่งพิเศษ  บางครั้งมีพ่อค้าไทยลักลอบนำไม้หอมจากไทยไปจำหน่ายที่ดูไบ แต่หลายครั้งจึงถูกพ่อค้าดูไบกดราคา

            ปัจจุบันรัฐบาลยูเออีออกกฎหมายควบคุมการนำเข้าไม้กฤษณา ภายใต้บทบัญญัติ หรือ UAE’s Federal Law No.11. โดยผู้นำเข้าจะต้องมีหนังสือรับรอง CITES  ระบุสายพันธุ์ไม้หอม และยูเออีให้ความคุ้มครองไม้กฤษณาสายพันธุ์ Aquilaria (ยกเว้นสายพันธุ์  Aquilaria malaccensis) และสายพันธุ์ Gyrinops แสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่กักกันพืชสัตว์  

 7. สินค้าและราคา : ไม้หอมมีหลายคุณภาพและราคา ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันในเนื้อไม้สีและขนาดของไม้ ราคาไม้กฤษณากิโลกรัมละ 7,000-200,000 บาท น้ำมันกฤษณามีราคา 5,000-10,000 บาทต่อโตล่า   (Toula หน่วยวัดปริมาตร เท่ากับ  11.62 กรัมหรือ 12 ลูกบาศก์เซนติเมตร)  หากชิ้นใหญ่เป็นรูปต่างๆ เช่น รูปเขากวางอาจมีราคากิโลละหลายหมื่นเหรียญสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันพบหายากมาก  สินค้าที่จำหน่ายในตลาดขณะนี้เป็นไม้ Aquilaria, Gyrinops chips และเศษ/ผงไม้อัดก้อน (Bakhoor)

             ในตลาดยังมีไม้ปลอมหลอกขายผู้ซื้อ วิธีทำจะใช้ไม้กฤษณาคุณภาพต่ำเคลือบด้วยผงไม้ผสมกับแว๊กซ์หรือวัสดุเกาะแน่นเคลือบชั้นนอกแล้วผ่านกระบวนความร้อนให้เนื้อเสมอกัน อีกชนิดเป็นไม้ปลอมที่รู้จักในตลาดว่า “BMW”(black magic wood) วิธีทำจะใช้ไม้กฤษณาคุณภาพต่ำหรือไม้ชนิดอื่นชุบด้วยน้ำมันกฤษณาผสมกับแอลกอฮอล์ สำหรับใช้ซื้อขายในตลาดล่างมีราคาถูก สินค้าถูกซื้อไปใช้ในครัวเรือน อาทิ ใช้ควันเพื่อแต่งกลิ่นอาหาร เป็นต้น

 8.  ภาษีนำเข้าจากราคา CIF   :   ร้อยละ 5 จากราคาซีไอเอฟ 

 9. สิทธิพิเศษทางศุลกากร      : ไม่มี

 10.. เอกสารประกอบการนำเข้า  : Invoice, Certificate of Origin ประทับตรารับรองจากหอการค้าไทย และ Legalize จากสถานทูตประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในประเทศไทย Bill of Lading และ     Packing List

 11. กฏระเบียบอื่น ๆ :  ไม้หอมถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม้อนุรักษ์หายาก ภายใต้อนุสัญญา Convention on Trade in Endangered Species ของ Wild Fauna and Flora   (CITES) และประเทศยูเออีก็เป็นสมาชิก อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ the Federal Environment Agency, Ministry of Environment and Water  ดังนั้นการส่งออกและนำเข้าไม้หอมนี้จะต้องมีใบรับรอง CITES แสดง จากประเทศไทยที่จะต้องได้รับอนุญาตจากกรมอุทธยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ที่ยูเออีจะต้องได้รับอนุญาตจาก Ministry of Environment and Water  และโดยมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานศุลกากรและหน่วยงานกักกันพืชสัตวเป็นผู้ปฎิบัติใช้ตรวจสอบการนำเข้าส่งออก

 12. สรุป :
 
1.  ไม้กฤษณาจากธรรมชาติมีราคาสูงขึ้นเพราะมีจำนวนลดเหลือน้อยมาก ทำให้ผู้ซื้อหันมาซื้อไม้กฤษณาจากสวนป่าซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวมาผลิตเป็นน้ำมันกฤษณาได้มากขึ้น จนทำให้ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดมีราคาถูกลง

2. บริษัทจำหน่ายไม้กฤษณาและผู้ผลิตสินค้าจากไม้กฤษณารายสำคัญของยูเออี มีสวนป่าปลูกไม้กฤษณาประมาณ 3 ล้านต้น รวมทั้งสวนป่าในประเทศไทยเพื่อผลิตสินค้าสำหรับส่งออกไปตะวันออกกลาง  โดยเฉพาะตลาดซาอุดิอาระเบียเป็นตลาดใหญ่รองรับสินค้านี้

3. เพื่อสร้างความมั่นใจสินค้า ผู้นำเข้ารายใหญ่หรือโรงงานที่ผลิตสินค้าทำจากไม้หอม มักจะมีตัวแทนของบริษัทอยู่ในประเทศแหล่งนำเข้าไม้หอม เพื่อเลือกซื้อสินค้าและส่งให้บริษัทที่ดูไบ โดยเฉพาะในประเทศที่มีไม้กฤษณาธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่มาก เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย กัมพูชา เป็นต้น

4. นอกจากชิ้นไม้กฤษณาสำหรับใช้จุด ผงไม้อัดก้อน เศษ/ผงไม้ถูกนำเข้ามาขึ้นเพื่อสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง สบู่ ครีมทาผิวและอื่นๆ 

5. ปัจจุบันชาวอาหรับนิยมใช้น้ำมันกฤษณาปรุงแต่งร่างกายแทนน้ำหอมทั่วไปเนื่องจากมีกลิ่นติดทนนานอีกทั้งมีความสะดวก ส่วนชิ้นไม้หอมสำหรับใช้กลิ่นควันก็ยังใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น จุดให้เกิดกลิ่นหอมภายในบ้าน เพื่อใช้ในพิธีกรรม ไล่สิ่งชั่วร้าย ใช้ในงานเลี้ยงรับรองแขกสำคัญ

6. ด้วยลู่ทางการตลาดที่มีทิศทางสดใสดังกล่าว ประกอบกับไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพเพราะมีการปลูกสวนป่าไม้กฤษณาจำนวนมาก โดยเฉพาะสวนป่าบริเวณเขาใหญ่ กลิ่นไม้เป็นที่ยอมรับในตลาด หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง คาดว่าไทยจะสามารถพัฒนาให้ไม้กฤษณาเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ   

***ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ กันยายน 2554




วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การตายจากโรครากเน่าโคนเน่า

โรครากเน่าและโคนเน่า


โรครากเน่าและโคนเน่า (Root and foot rot)
 
โรครากเน่าโคนเน่าเป็นโรคระบาดร้ายแรงสำหรับพืชล้มลุกและไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงสำหรับผู้ที่ปลูกกฤษณาและยางพารารวมถึงเกษตรกรที่ปลูกส้มและมะนาวด้วย
 
ลักษณะการระบาดจะเกิดมากในฤดูฝน หรือในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูงการติดต่อในแนวน้ำขังในสวนและแนวที่น้ำไหล ทำให้เกิดการตายเป็นหย่อม ในรัศมีเป็นวงกลม , ตายเป็นแถว หรือในบางกรณีอาจถึงขั้นตายยกสวน หากไม่มีการป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธี
 
ทั้งนี้ ในรอบสองถึงสามปีที่ผ่ามานี้เกิดการระบาดที่รุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตายของต้นกฤษณาและยางพาราในประเทศไปแล้วหลายแสนต้น ผมจึงได้นำเอาข้อมูลมาลงไว้ให้เกษตรกรได้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางป้องกันและแก้ไขต่อไป

สาเหตุของโรค

เกิดจากเชื้อรา Pythium aphanidermatum (Edson) Fitz และ Phytophthora palmivora (E.J. Butter) E.J. Butter


ลักษณะอาการของโรค
ในระยะต้นกล้า จะเกิดกับต้นกล้าอ่อน ทำให้ส่วนของลำต้นบริเวณผิวดินมีลักษณะฉ่ำน้ำแล้วยุบเป็นแถบ ๆ และตายในที่สุด (ลักษณะอาการเน่าคอดิน) ถ้าเป็นมาก ต้นจะหักพับบริเวณโคนต้นหรือเหี่ยวตาย
ในต้นโตแล้ว จะมีอาการเน่ารอบ ๆ ลำต้นเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ มีกลิ่นเหม็น รอยเน่าอาจจะขยายตัวขึ้นด้านบนของลำต้นหรือขยายลงส่วนราก ทำให้รากเน่าด้วย มีสีน้ำตาล
โรคที่เกิดกับกฤษณาต้นโต มักพบในแปลงที่ดินมีการระบายน้ำไม่ดี โดยเชื้อราจะเข้าทำลายรากแขนงและลุกลามไปยังรากแก้ว และระบบรากทั้งต้น ทำให้รากเน่าเปื่อยเป็นสีน้ำตาลหลุดขาดได้ง่าย ต้นแคระแกรน ใบเหลือง ก้านใบลู่ลง และหลุดร่วงได้ง่าย ต้นกฤษณาจะเหลือใบยอดเป็นกระจุกและตายในที่สุด บริเวณโคนต้นจะเน่าชุ่มน้ำ มีสีน้ำตาลเยิ้มออกมา และต้นจะหักล้มพับบริเวณโคนต้นได้ง่าย โรคโคนเน่าและรากเน่าของกฤษณาต้นโต โดยทั่วไปจะเกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora
การแพร่ระบาด

เชื้อราพิเที่ยม และไฟท๊อพทอร่า เป็นเชื้อราที่แพร่กระจายในดินที่มีน้ำขัง หรือระบายน้ำไม่ดี โดยเชื้อราจะสร้างสปอร์ซึ่งว่ายไปตามน้ำได้และเข้าทำลายที่รากฝอยและลุกลาม ต่อไป
การป้องกันและกำจัด

1. ในสวนที่มีโรคนี้ระบาด ควรปลูกพืชอื่นทดแทน การปลูกซ้ำที่จะทำให้การระบาดของโรคมากขึ้น ต้นที่เป็นโรคต้องถอนและเผาทิ้งทันที
2. การเตรียมแปลงปลูก ต้องระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำขังแฉะ ควรเพาะกล้ากลางแดดจะทำให้ต้นกล้าแข็งแรง
3. คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยสารฆ่าเชื้อรา เช่น metalaxyl จะช่วยควบคุมโรค
4. การควบคุมโรครากเน่าและโคนเน่าในแปลงปลูกที่มีประวัติการเกิดโรคและการปลูกทดแทน โดยขุดดินบริเวณต้นที่ตายออกให้เป็นหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 ซม. แล้วนำดินจากแหล่งที่ไม่เคยปลูกกฤษณาหรือดินจากบริเวณที่ไม่เป็นโรคมาใส่แทน ซึ่งวิธีนี้เป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ที่ยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรค และยังทำให้ดินโปร่งไม่ขังน้ำ ลดปัญหาโรคนี้ได้

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มาทำหม้อกลั่นน้ำมันกันเถอะ

มีเกษตรกรผู้ปลูกกฤษณาหลายท่านที่อยากมีหม้อกลั่นกฤษณาเป็นของตนเอง แต่ก็ติดที่หม้อกลั่นที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้นมีราคาค่อนข้างสูง และก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เมื่อซื้อหามาติดตั้งเพื่อกลั่นน้ำมันกฤษณาแล้วจะคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือไม่

ผมจึงได้ทดลองทำหม้อขึ้นมาเป็นต้นแบบ เพื่อทดลองกลั่นผงไม้กฤษณาในขนาดย่อมๆ และสามารถใช้ติดตั้งได้ในครัวเรือน โดยใช้แก๊สและเตาไฟฟ้า เป็นตัวให้ความร้อน ท่อนำไอน้ำทำจากท่อทองแดงที่ใช้กับแอร์ และยังคงใช้ปั๊มน้ำตู้ปลาเป็นตัวหล่อเย็น  สุดท้ายแล้วหน้าตามันก็ออกมาแบบนี้ครับ


หม้อตัวนี้ผมทำจากหม้อตุ๋นความดันที่มีขายทั่วไปในร้านเครื่องครัว ความจุ 5 ลิตร แต่ใส่ผงไม้ได้แค่ขีดเดียว (100-120 กรัม)  หลังจากที่กลั่นไปได้ 4 ชั่วโมงแล้วลองเก็บน้ำมันมาชั่งดู ปรากฏว่า ได้มา 1 กรัม ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่า เพราะใช้ไม้ปริมาณน้อยมากอีกทั้งแก๊สที่ใช้ไปก็น้อยนิดเพราะใช้ไฟอ่อนแทบจะดับเลยก็ว่าได้

อันนี้ครึ่งโตล่าหลังจากลองกลั่นทิ้งไว้ 1 คืน มาเก็บน้ำมันตอนเช้า (ไม้ขี้สิ่ว)

ถือว่าได้สัดส่วนน้ำมันค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหม้อกลั่นทั่วไปที่มีความจุขนาด 15-20 กิโลกรัมแล้ว หม้อกลั่นขนาดใหญ่เหล่านั้นต้องกลั่นทั้งวันทั้งคืน 1 สัปดาห์ ใช้แก๊ส 1 ถังครัวเรือนต่อหม้อ ได้น้ำมันออกมา 10-30 กรัม ทำให้สามารถใช้วัตถุดิบในการกลั่นได้อย่างคุ้มค่า


ภาพนี้ต้องขออนุญาตพี่พัชนะครับ ผมแค่เอามาให้ดูเปรียบเทียบ

ในปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมันกฤษณาสายพันธุ์คราสน่าหรือที่เรียกกันในตลาดว่าน้ำมันตราดนั้น กำลังมีราคาที่ตกลงมาเรื่อยๆ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการผลิตน้ำมันในประเทศที่ออกมามากในช่วงหลัง บวกกับต้นกล้ากฤษณาสายพันธุ์นี้ของเราที่เพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย , อินโดนีเซีย กัมพูชา ฯลฯ ซื้อเข้าไปปลูกกจำนวนมหาศาลเมื่อหลายปีก่อน ได้เติบโตจนเริ่มสร้างผลผลิตได้แล้ว ทำให้มีน้ำมันในเกรดและกลิ่นเดียวกันออกมาตีตลาดกันเองมากขึ้น

และเนื่องมาจากราคาน้ำมันกฤษณาที่ตกต่ำลงขณะนี้ ผมคิดว่า หากเกษตรกรท่านใดนำเอาต้นแบบนี้ไปพัฒนาให้ลงตัวกว่าที่ผมทำ จะยิ่งเป็นการช่วยให้ผู้ผลิตน้ำมันมีกำไรเพิ่มขึ้นด้วย เพราะจะประหยัดในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ และเชื้อเพลิง ทำให้มีกำไรเหลือมากขึ้นด้วย

วัสดุที่ใช้

- หม้อตุ๋นความดัน                                                    800   บาท
- ท่อทองแดง 10 -12 ฟุต                                      1,500-1,800 บาท
- ปั๊มน้ำตู้ปลา                                                           300   บาท
- ชุดแก้วดักน้ำมัน (ซื้อร้านวิทยาศาสตร์)                 800   บาท
- สายยางเล็กสำหรับเวียนน้ำ                                      40  บาท

ด้วยงบน้อยๆเท่านี้ก็สามารถมีหม้อกลั่นน้ำมันเองได้แล้วครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อชุดละ สี่-ห้าหมื่น แถมยังต้องมีการติดตั้งระบบต่างๆให้ยุ่งยากอีก


กากไม้ที่ใช้ไปแค่ 100 กรัม

กลั่นไป 4 ชั่วโมง ได้มาเท่านี้ครับ (1-2 กรัม แล้วแต่คุณภาพไม้)

อันนี้เป็นไม้สับรวม กลั่นไปได้ชั่วโมงเศษ

น้ำมันที่กลั่นได้จากไม้ขี้สิ่ว 2 กิโลกรัม (2 วัน)




ผู้ช่วยตัวน้อย


สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร 081-9979389  หมือส่งเมลมาที่ witsawa1@yahoo.com

วิศวะ  ศรีเพ็ชรกล้า



วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตัวอย่างไม้ที่ได้จากการกระตุ้นด้วยแท่งไม้ไผ่

ชิ้นไม้กฤษณาที่เห็นนี้ เป็นไม้ที่ได้มาจากการกระตุ้นต้นกฤษณาด้วยแท่งไม้ไผ่แช่น้ำยา โดยตัดกิ่งของต้นกฤษณามาตรวจเช็คหลังจากทำการกระตุ้นไว้ 6 - 10 เดือน

เปรียบเทียบกับชิ้นไม้ที่หยอดน้ำยา

ด้านซ้าย 6 เดือน ส่วนสองชิ้นด้านขวา 10 เดือน


สองภาพนี้ยังเห็นชิ้นไม้ไผ่คาอยู่ในรูเจาะ




วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

การกระตุ้นไม้กฤษณาโดยใช้แท่งไม้ไผ่แช่น้ำยา

โดยมากแล้วเวลากล่าวถึงการกระตุ้นต้นกฤษณา นอกจากการถากฟันเพื่อให้ต้นไม้บบอบช้ำหรือที่เรียกว่าไม้ปากขวานแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการเจาะลำต้นแล้วหยอดหรือฉีดน้ำยาที่เป็นของเหลวเข้าไป ซึ่งเป็นเทคนิคหรือวิธีการที่กระทำกันอยู่โดยทั่วไปแทบจะทุกประเทศที่มีต้นกฤษณา



แต่การฉีดสารกระตุ้นเข้าไปในลำต้นนั้นก็ไม่สามาถจะเอาแน่นอนได้ เพราะมีปัจจัยลบหลายต่อหลายอย่างที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ต้นกฤษณา เช่น ความชื้น , แสงแดด , ปริมาณของใบ , ความเข้มข้นของสารกระตุ้น และขนาดของดอกสว่านเป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นกฤษณาได้ทั้งสิ้น ซึ่งผมเองก็ผ่านประสบการณ์เลวร้ายนี้มาแล้ว ทั้งกับต้นไม้ของตนเองและเกษตรกร อันเนื่องมากจากยังไม่เข้าใจถึงปัจจัยเหล่านี้อย่างถ่องแท้



จากความผิดพลาดที่ผ่านมา ทำให้ผมต้องพัฒนาการกระตุ้นไม้กฤษณาเสียใหม่ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สูงสุด เพราะในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว กฤษณาจากแปลงปลูกนั้น มีต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูกซึ่งต่างจากการหาของป่าที่แทบจะไม่มีต้นทุน นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมต้องคิดค้นสิ่งที่จะทำให้ไม้จากแปลงปลูกสามารถสร้างความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ให้ได้สูงสุดจากตัวของมันเอง

ผลเสียของการกระตุ้นโดยการเจาะและฉีดน้ำยาสามารถอธิบายแยกตามปัจจัยได้ดังนี้

1. ขนาดของดอกสว่าน , มุมของการเจาะ , ทิศทางของการเจาะ และ จำนวนรูที่เจาะบนต้นไม้

     - การเจาะต้นกฤษณาด้วยดอกสว่านขนาดใหญ่ และหากเจาะเข้าไปด้วยมุมที่ดิ่งชันดังที่หลายคนมักจะเคยชินกับการเจาะ 45 องศาแล้ว จะทำให้ในแต่ละรูเจาะนั้นอุ้มเอาสารกระตุ้นไว้มากจนเกินไป เพราะต้นไม้จะส่งของเหลวภายในลำต้นขึ้นลงไปตามจังหวะการคายน้ำและสังเคราะห์แสง ทำให้สารกระตุ้นที่เราใส่ไปทั้งหมดมารวมกันอยู่ตรงกลางลำต้น เป็นสาเหตุให้ต้นไม้ผุกลวงบริเวณใจกลางเป็นวงกว้าง



จริงอยู่ที่หากสารกระตุ้นนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลในการสร้างแก่นหรือน้ำมัน แต่การผุเสียในใจกลางนั้นก็ทำให้ได้ผลผลิตลดลง และต้นไม้ก็จะขาดความแข็งแรงจนถึงกับผุหักเสียหายได้ด้วย โดยเฉพาะบริเวณรูเจาะในแนวดิ่งที่เจาะตรงกัน และความถี่ของการเจาะ จะทำให้ต้นไม้ฉีกออกมาคล้ายกับกระดาษปรุ  จุดนี้จะเห็นได้บ่อยครั้งในการเจาะโดยใช้น้ำยาของผมเอง ซึ่งนี่เองที่เปนสาเหตุที่ทำให้ต้องคิดค้นหาทางแก้ไขและป้องกันผลเสียจากการกระตุ้นไม้กฤษณา

ข้อเสนอแนะ

หากต้องกาใช้การฉีดสารที่เป็นของเหลวควรใช้ดอกสว่านขนาด 6-8 มม. และไม่ควรเจาะตรงกันในแนวตั้งในระยะประมาณ 20 ซม. อีกทั้งไม่ควรเจาะดิ่งหรือชันจนเกินไปนัก  การเจาะที่กิ่งควรเจาะด้านข้าง ไม่ใช่ด้านบน เพราะด้านบนเป็นจุดรับแรงเครียดจากแรงโน้มถ่วง จะทำให้กิ่งหักได้ง่าย


2. ประเภทของสารที่ใช้เจาะกระตุ้นและสภาพอากาศ

     - สารกระตุ้นที่ใช้กันส่วนใหญ่มักจะเป็นจุลินทรีย์น้ำ ซึ่งเกษตรกรผลิตขึ้นมาเอง สารกระตุ้นประเภทนี้มักก่อให้เกิดการติดเชื้อในลำต้นกฤษณาและค่อยๆผลิตน้ำมันออกมาต่อต้านอย่างช้าๆ ผลผลิตที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพของต้นไม้ว่าแข็งแรงเพียงใด เพราะหากต้นไม้ไม่แข็งแรง เชื้อที่ฉีดเข้าไปอาจทำให้ต้นไม้ป่วยและยืนตายได้ แต่บางต้นที่แข็งแรงก็สามาถสร้างน้ำมันได้หนาและชิ้นใหญ่  วิธีการนี้ใช้กันแพร่หลายในจันทบุรีและตราด แต่ผลเสียที่เห็นชัดก็คือ หากสวนนั้นๆอยู่ในที่ ที่ มีฝนตกชุก ต้นไม้มักจะผุพังเสียหาย เพราะเชื้อุลินทรีย์สามารถเติบโตได้มากเกินไป ทำให้ไปย่อยทำลายต้นไม้มากกว่าแค่ติดเชื้อเพื่อให้ต้นไม้ระคายเคือง

ข้อเสนอแนะ

ไม่ควรใช้สารจุลินทรีย์กับต้นไม้อายุน้อยและไม่แข็งแรง



- สารกระตุ้นประเภทสารประกอบอินทรีย์ สารประเภทนี้ออกฤทธิ์เฉียบพลันทันทีทันใดในการทำให้ต้นกฤษณาระคายเคืองและสร้างสารกฤษณาออกมาป้องกันตัวเอง โดยหลังการกระตุ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ต้นไม้จะขับเอาสารเหล่านี้ออกไปจนหมดโดยการคายน้ำจากการสังเราะห์แสง และจะมีการสร้างน้ำมันอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆตราบเท่าที่รูเจาะนั้นไม่แตกอ้าจนสัมผัสกับอากาศ



โปรดสังเกตุดูรูเจาะที่ใช้ดอกสว่านที่ใหญ่เกินไป , แนวตั้งตรงกันเกินไป , เจาะถี่เกินไป ล้วนแล้วแต่ทำให้ต้นไม้เกิดการผุมากเกินจำเป็น แม้การเกิดกฤษณาจะมากแต่ก็ยังน่าเสียดาย

ด้วยความที่มีฤทธิ์เฉียบพลันนี้เอง จึงไม่ควรที่จะเจาะกระตุ้นโดยการใช้ดอกสว่านขนาดใหญ่และฉีดเข้าไปในลำต้น เพราะจะทำให้ต้นไม้ผุเสียหายได้ เนื่องจากจะมีเนื้อตายเป็นวงกว้าง ทำให้ต้องคิดหาวิธีการที่จะทำให้เกิดผลเสียน้อยทีสุดขณะที่ได้ผลผลิตสูงสุด เพราะสารประเภทนี้ส่งผลโดยตรงต่อการผลิตสารกฤษณาของต้นกฤษณา หากใช้ถูกวิธีผลที่ได้จะคุ้มค่ามาก

ข้อเสนอแนะ

ควรใช้ดอกสว่านขนาด 5-6 มม. และต้องไม่เจาะดิ่งลง ควรเจาะแบบขนานจะให้เนื้อไม้ที่หนามากและแทบไม่ผุเลย แต่วิธีที่ดีที่สุดกับสารตัวนี้คือการแช่ไม้ไผ่แล้วตอกเข้าไปในรูเจาะ



เมื่อได้ทราบถึงข้อเสียต่างๆแล้ว ผมจึงได้ค้นหาวิธีการที่จะทำให้มีการผุเสียหายน้อยที่สุดและสามารถผลิตกฤษณาได้มากที่สุด เมื่อทดลองแล้วพบว่า การใช้สารกระตุ้นประเภทสารประกอบอินทรีย์แช่ด้วยตะเกียบไม้ไผ่แล้วตอกเข้าไปในรูเจาะนั้นให้ผลผลิคตุ้มค่าที่สุด อีกทั้งยังมีรูปทรงเหมือนกับไม้กฤษณาจากธรมชาติ และน้ำหนักต่อชิ้นก็ดีมากอีกด้วย คือ ประมาณ 20-30 กรัมต่อ 1 รูเจาะเมื่อบ่มเอาไว้ 2 ปีหลังการกระตุ้น น้ำหนักของผลผลิตที่ได้จะค่อนข้างดี เพราะการผุนั้นน้อยมากในขณะที่มีการสร้างสารกฤษณาในปริมาณที่สูงแทบจะออกมาเป็นไม้ลูกตันและทีเดียว ที่สำคัญ หากสามารถทิ้งเอาไว้ได้นานๆหลังการกระตุ้นโดยไม่ตัดมาแปรรูป คาดว่าน่าจะเป็นได้ถึงไม้ซุปเปอร์จมน้ำ




วิธีการนี้ทำให้เกษตรกรสามารถคำนวณรายได้จากการทำไม้กฤษณาได้ง่าย เพราะสามารถทราบน้ำหนักหรือปริมาณเฉลี่ยของไม้กฤษราที่ได้ต่อต้น โดยคำนวณได้จากจำนวนรูเจาะ คูณเข้าไปด้วยราคาต่อกิโลกรัม สุดท้ายแล้วเอาไปลบกับต้นทุนก็จะรู้ถึงกำไรหรือขาดทุนสุทธิจากการทำไม้กฤษณา จะได้ไม่ต้องคอยกล่าวหาว่าใครหลอกอีกต่อไป เช่น

ต้นไม้อายุประมาณ 8-10 ปี หากเจาะด้วยดอกสว่านขนาด 6 มม. แล้วตอกแท่งไม้ไผ่แช่สารกระตุ้น ระยะเจาะจะอยู่ที่ประมาณ 15 ซม. โดยเฉลี่ย ทำให้สามารถเจาะได้ประมาณ 350 - 400 รูเจาะต่อต้น ซึ่งไม่ถือว่ามากจนเกินไป เพราะไม่ใช่การฉีดสารเข้าไปโดยตรง

ผลผลิตต่อรูที่ได้หลังจากทิ้งไว้ 2 ปีประมาณ 30 กรัม และหากสมมุติว่าราคากิโลกรัมละ 10,000 บาท จะสามารถคำนวณรายรับได้ดังนี้

a = ราคาต่อกิโลกรัม
b = น้ำหนักของไม้ที่ได้ต่อ 1 รูเจาะ
c = จำนวนรูเจาะ

น้ำหนักเฉลี่ยต่อต้นที่จะได้รับ คือ b x c = 0.03 x 350 = 10.5 กิโลกรัม

a x b x c = ?

10,000 x 0.03 x 350 = 105,000 บาท ต่อต้น (ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆเช่นการแปรรูป)



หากท่านใดสนใจสอบถามรายละเอียการกระตุ้นไม้กฤษณาโดยวิธีนี้ สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-9979389 (+66-81-9979389) หรือที่ e-mail :  witsawa1@yahoo.com

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เทคนิคการเพิ่มปริมาณน้ำมันหอมระเหยในพืชสมุนไพร

บทความที่นำมาเสนอนี้เป็นงานวิจัยของ

จีรเดช มโนสร้อย สุชาติ บุญพิสุทธินันท์ และ อรัญญา มโนสร้อย

ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


 
ซึ่งอาจจะมีประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกไม้กฤษณา ในการเพิ่มปริมาณน้ำมันหอมในต้นกฤษณาในแปลงปลูก ผมจึงได้ยกเอางานวิจัยชิ้นนี้มาให้ได้อ่านเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กันครับ
 
http://www.ist.cmu.ac.th/researchunit/pcrnc/paper/seminar/310-318.pdf

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปัญหาหนอนผีเสื้อกินใบกฤษณา

ปัญหาหนอนผีเสื้อกินใบกฤษณา

ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ เกษตรกรผู้ปลูกไม้กฤษณาหลายท่านได้ประสบปัญหาหนักใจจากการที่หนอนใยผีเสื้อกลางคืนเข้ากัดกิน ทำลายต้นกฤษณาจนเกลี้ยงต้นเพียงชั่วเวลาข้ามคืน แถมยังระบาดหนักลุกลามไปทั่วประเทศ


ต้นกฤษณาที่ถูกหนอนกินใบส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัวได้ โดยจะเริ่มแตกใบใหม่อีก 2-3 เดือนต่อมา แต่ในกรณีที่หนอนระบาดหนักนั้น พวกมันจะเข้ากัดกินใบอ่อนที่ผลิใหม่จนเกลี้ยงต้น ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถจะทนได้และยืนตายในที่สุด



ระยะการเข้าทำลายของหนอนชนิดนี้จะระบาดที่สุดในช่วงต้นฤดูหนาว แต่ในที่ผ่านมาจนถึงปีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันระบาดหนักทั้งปี และระยะที่รุนแรงที่สุดคือ การระบาดในช่วงฤดูฝน เพราะหากต้นไม้ถูกหนอนกินใบจนหมดต้น รากของต้นกฤษณาจะแช่อยู่ในน้ำและทำให้รากเน่ายืนตาย เพราะไม่มีใบไว้ช่วยคายน้ำ ทำให้รากขาดอากาศตายในที่สุด

การที่ต้นไม้ยืนตายจากสาเหตุของหนอนกินใบหมดต้นนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในต้นไม้ที่เจาะกระตุ้นแล้ว และยังไม่ได้ทำการเจาะกระตุ้น ดังนั้น อย่าได้ไปกล่าวโทษเรื่องการกระตุ้นว่าเป็นสาเหตุของการยืนต้นตายครับ เพราะหากต้นกฤษณาตายจากการกระตุ้นนั้น มันจะต้องตายเพียงแค่ 3 สัปดาห์หลังการกระตุ้น โดยสังเกตุได้จากการขูดเปลือกที่ลำต้น หากเนื้อเยื่อมีจุดราขึ้นใต้เปลือก แสดงว่าต้นกฤษณาต้นนั้นตายแล้ว



สาเหตุของการระบาด

สาเหตุของการระบาดเกิดจากผีเสื้อกลางคืนวงศ์ผีเสื้อหนอนกระทู้ วงศ์ Noctuidae
เป็นวงศ์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาผีเสื้อทั้งหมด มีขนาดและ สีสันต่างๆ กันไป ส่วนมากจะมีสีและลายบนปีกคู่หน้าต่างจาก ปีกคู่หลัง หนอนมักมีลายขีดตามยาว รู้จักกันในชื่อ "หนอน กระทู้" ทำลายกล้าข้าวและข้าวโพด ในเวลากลางวันซ่อนตัว อยู่ใต้ดิน ออกกัดกินกล้าพืชในเวลากลางคืน เช่น หนอนกระทู้ ฝักข้าวโพด (Heliothis separata) หนอนกระทู้ ข้าวกล้า (Spodoptera mauritia) หนอนกระทู้อ้อย (Pseudaletia loreyi)หนอนกระทู้หอม (Laphygma exigua)หนอนกระทู้ผัก (Prodenia litura) บางชนิดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญในระยะตัวเต็มวัย เช่น ผีเสื้อมวนหวาน (othreis fullonica) ใช้งวงเจาะ ดูดน้ำหวานจากผลส้ม ทำให้ส้มร่วงเสียหายทีละมากๆ




หนอนพวกนี้ ชาวสวนผักรู้จักกันดี ตัวเล็กสีเขียวใช้ใยห่อหุ้มตัวไว้ใต้ใบผัก เวลาตกใจจะดีดตัวลงจากใบ โดยมีใยห้อยลงไป ผีเสื้อมีขนาดเล็ก ปีกค่อนข้างยาว สีคล้ำมีแถบขาวบนปีก ลัษณะคล้ายนกเค้าแมว



วิธีป้องกันการเข้าทำลายต้นกฤษณาจากหนอนกินใบ

วิธีง่ายๆแต่ได้ผลโดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมีเป็นพิษใดๆคือการใช้ของง่ายๆที่มีอยู่โดยเตรียมสว่นผสมดังนี้

- น้ำสะอาด 50 ลิตร
- น้ำสกัดจากสะเดา 4 ลิตร
- น้ำตะไคร้ สกัด 1 ลิตร
- ยาเส้นแบบฉุน 1.5 กิโลกรัม
- สบู่ลาย หรือสบู่ด่าง 2 ก้อน

ผสมเข้าด้วยกัน ทิ้งไว้จนสบู่ละลายหมด แล้วกรองเอาแต่น้ำมาฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้นกฤษณา โดยเฉพาะที่ใบ เพื่อป้องกันการเข้ามาวางไข่ของผีเสื้อกลางคืน และกลิ่นของมันยังทำให้หนอนไม่กินใบได้อีกด้วย  เพียงแค่นี้ก็หมดปัญหาเรื่องหนอนเข้ามากัดกินใบแล้วครับ อีกทั้งราคาก็ถูกแสนถูก ไม่จำเป็นต้องไปซื้อหาเคมีภัณฑ์ราคาแพงแล้วครับ ช่วยประยัดเงินได้อีกเยอะ